2 ส.ค. 2550

Mazda BT-50 HI-RACER














มาสด้าเปิดเกมส์สู้ศึกตลาดรถปิคอัพครึ่งปีหลัง
สร้างแบรนด์แข็งแกร่งพร้อมเปิดตัว HI-RACER ขับสองยกสูงเอาใจลูกค้าตลาดบน

***********************************************************************
กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 2 สิงหาคม 2550
***********************************************************************
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเกมส์รุกตลาดรถปิคอัพขับเคลื่อนสองล้อแบบยกสูง เปิดตัวแนะนำ Mazda BT-50 HI-RACER หวังกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลังให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมโหมโฆษณา ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่มาสด้าที่สอดแทรกคอนเซ็ปต์ ซูม-ซูม Zoom-Zoom ที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก ผสานกับการวางตำเหน่งมาสด้า BT-50 ปิคอัพขับมันที่สุด ภายใต้สโลแกน "ทั้งแรง ทั้งหนึบ" พร้อมส่ง HI-RACER เอาใจลูกค้าตลาดบน
ปิคอัพขับมัน มาสด้า BT-50 HI-RACER เป็นรถรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อที่ให้ภาพลักษณ์ของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่นำเสนอสู่ตลาดทั้งรุ่น "ฟรีสไตล์แค็บ" หรือรุ่นบานแค็บเปิดได้ และรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู ภายใต้เครื่องยนต์ MZR-CD (WLC) คอมมอนเรล 2500 ซีซี เทอร์โบอินเตอร์คลูเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร เกียร์ธรรมดา 5 สปีด มีทั้งรุ่นฟูลออพชั่นที่มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และอุปกรณ์ความปลอดภัยแบบครบครัน ทั้งระบบเบรกเอบีเอส (ABS) ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้าง และเพิ่มความโดดเด่นแบบสปอร์ตด้วยสติ๊กเกอร์ชื่อรุ่น "HI-RACER" สวยงามโดดเด่นสะดุดทุกสายตา ส่วนรุ่นเริ่มต้นสนนราคาเริ่มเพียง 599,900 บาท
มร. จอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา มาสด้าใช้กลยุทธ์เสริมสร้างแบรนด์ เพื่อขยายฐานลูกค้าออกสู่วงกว้างยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เน้นการดูแลลูกค้าปัจจุบันผู้ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูง การออกแคมเปญการตลาดโปรเจ็ก " The Thrill of the Chase เปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นเรื่องสนุก" พร้อมเปิดตัวแนะนำ มาสด้า BT-50 HI-RACER ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการสร้างสีสัน และมอบทางเลือกที่แตกต่างที่โดดเด่นให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย และเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถปิคอัพขับมันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าใช้งานหนักหรือเพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่ สำหรับลูกค้าที่ต้องการทั้งสมรรถนะ ความแรงและการประหยัดน้ำมัน รวมถึงความปลอดภัยในการขับขี่


รายงานยอดการขายรถปิคอัพขนาด 1 ตัน และรถปิคอัพ 4x2 ยกสูงครึ่งปีแรกของปี 2550 (มกราคม-มิถุนายน)
รถปิคอัพ ยอดขายรวม/คัน รถปิคอัพ 4x2 ยกสูง ยอดขายรวม/คัน
1. Toyota Vigo 68,043 1. Isuzu Hi-Lander 29,454 (50%)
2. Isuzu D-Max 58,781 2. Toyota Prerunner 18,196 (27%)
3. Nissan Navara 16,451 3. Mitsubishi Triton Plus 3,743 (32%)
4. Mitsubishi Triton 11,754 4. Mazda BT-50 Hi-Racer 1,502 (24%)
5. Mazda BT-50 6,179 5. Ford Ranger Hi-Rider 1,139 (21%)
6. Chevrolet Colorado 5,872 6. Chevrolet Colorado Z71 771 (13%)
7. Ford Ranger 5,324 7. Nissan Navara Na
รวม 172,404 รวม 54,805 (32%)
นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์มาสด้าครึ่งปีแรกของปีนี้นับว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอกบ้าง ซึ่งมาสด้าเองก็ลุยตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกันมาสด้าทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการเปิดตัว มาสด้า BT-50 HI-RACER ในครั้งนี้ มาสด้าคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันนี้รถในกลุ่มนี้สร้างยอดขายให้แก่การขาย BT-50 ถึง 21% หรือ 1 ใน 5 เนื่องจากตลาดรถกระบะ 1 ตันบ้านเรายังมีทิศทางที่สดใส โดยเฉพาะตลาดรถกระบะประเภทขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซึ่งทำยอดขายให้แก่ตลาดรวมรถกระบะ 1 ตันถึง 54,805 คัน หรือ 32% เป็นตลาดที่น่าจับตามองเพราะเป็นกลุ่มที่ตลาดมีความต้องการและกลุ่มลูกค้าค่อนข้างมีกำลังซื้อ มาสด้าจึงให้ความสำคัญกับตลาดกลุ่มนี้อย่างมากเพราะเห็นโอกาสเติบโตสูง
สำหรับการเปิดตัวรถปิคอัพขับมัน มาสด้า BT-50 HI-RACER ในครั้งนี้มาสด้าเตรียมทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างการรับรู้ทั้งในด้านของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงการสร้างภาพยนตร์โฆษณาที่แตกต่าง แนวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย สำหรับภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้มาสด้ามั่นใจว่าสามารถถ่ายทอดบุคลิกของมาสด้า BT-50 และผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน และจะทำให้ผู้บริโภครับรู้และเห็นถึงว่ามาสด้า BT-50 โดดเด่นแตกต่างจากปิคอัพคันอื่นๆ ในตลาด เครื่องมือสื่อสารสำคัญของโปรเจ็กนี้คือภาพยนตร์โฆษณาที่ถ่ายทำถึงประเทศนิวซีแลนด์ และมีงานคอมพิวเตอร์กราฟฟิค (CG) เป็นส่วนสำคัญในการตัดต่อ โปรเจ็ก "The Thrill of the Chase" นี้จะครอบคลุมเต็มรูปแบบตั้งแต่การโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ผ่านทุกสื่อ สื่อออนไลน์ สื่อมือถือ ไดเร็กเมล์ เดินสายโรดโชว์ กิจกรรมการตลาดที่โชว์รูมและในกลุ่มลูกค้าระดับท้องถิ่นในทุกพื้นที่ มาสด้าทุ่มงบประมาณสำหรับโปรเจ็กนี้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท

สำหรับราคาของรถปิคอัพขับมัน มาสด้า BT-50 HI-RACER จะเริ่มต้นที่ 599,900 บาท ในรุ่นฟรีสไตล์แค็บ หรือ "บานเปิดแค็บ" ส่วนในรุ่น 4 ประตู หรือดับเบิ้ลแค็บ ราคาเริ่มต้นเพียง 697,900 บาท ซึ่งนับว่าคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับกับอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ระบบความปลอดภัยรอบคัน และอุปกรณ์ตกแต่งที่มาพร้อมกับตัวรถ สำหรับราคาแต่ละรุ่นของรถสปอร์ตปิคอัพ Mazda BT-50 HI-RACER ได้แก่
• Mazda BT-50 FSC HI-RACER 4x2 CD ราคาจำหน่าย 599,900 บาท
• Mazda BT-50 FSC HI-RACER 4x2 CD, ABS ราคาจำหน่าย 639,900 บาท
• Mazda BT-50 FSC HI-RACER 4x2 CD, ABS, DAB, SAB ราคาจำหน่าย 661,900 บาท
• Mazda BT-50 DBL HI-RACER 4x2 CD, ABS ราคาจำหน่าย 697,900 บาท
• Mazda BT-50 DBL HI-RACER 4x2 CD, ABS DAB, SAB ราคาจำหน่าย 719,900 บาท

รถสปอร์ตปิคอัพ Mazda BT-50 ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมายมาแล้วทั่วโลก ได้แก่ รางวัล Car of the Year ในประเทศไทย รวมทั้งรางวัลจากประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย ได้แก่รางวัล Australia Ute of the Year 2007 รางวัล Australia Light Commercial of the Year Award: Best One Tonne Ute 2007 รางวัล Russia Off-road Car of the Year 2007 และรางวัล New Zealand Driver Magazine Ute of the Year 2007 อีกด้วย
ดังนั้นลูกค้ามาสด้าทุกท่านไม่ควรพลาดโอกาสการในการเป็นเจ้ายานยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ที่เร้าใจ สมรรถนะเป็นเยี่ยม ให้ความมั่นใจในความปลอดภัย อบอุ่นใจตลอดการเดินทาง พร้อมทดลองขับรถมาสด้าทุกรุ่นและรับข้อเสนอสุดพิเศษได้ทุกโชว์รูมมาตรฐานของมาสด้าทั้ง 87 แห่งทั่วประเทศ
รถยนต์ของมาสด้าเป็นที่คุ้นเคยในเมืองไทยมานานกว่า 56 ปี และยังคงดำเนินบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย มาสด้ามุ่งมั่นในการนำอารมณ์สนุกสนานวัยเด็กกลับมาสู่ทุกท่านอีกครั้ง ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แนวคิด "ซูม-ซูม" อันเปี่ยมไปด้วยคุณลักษณะแห่งความ "ท้าทาย" "สร้างสรรค์" และ "ร่าเริง" เพื่อให้ทุกการขับขี่ของคุณไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นอกเหนือจากยนตรกรรมอันทรงเอกลักษณ์แล้ว เรายังทุ่มเทอย่างหนักในการพัฒนาการบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าของมาสด้าทุกคนได้รับความพึงพอใจ เพราะเรายึดมั่นว่า รอยยิ้มของท่านคือความภาคภูมิใจของเรา
เชิญสัมผัสและทดลองขับรถยนต์นั่งสปอร์ตซีดานมาสด้า3 และสปอร์ตปิคอัพมาสด้า BT-50 สปอร์ตปิคอัพ พลังแรง และรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ไบเทค บางนา และที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานของมาสด้า 87 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มาสด้า สปีดไลน์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2661-9880 หรือต่างจังหวัดโทรฟรี ได้ที่หมายเลข 1-800-226-408
*********************************
http://www.mazda.co.th


****************************************

รายละเอียดของ Mazda BT-50 HI-RACER
****************************************
• เครื่องยนต์ MZR-CD (WLC) 2500 cc. เทอร์โบอินเตอร์คลูเลอร์ ดีเซลเพาเวอร์คอมมอลเรล ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 143 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร
• ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์
• กระจังหน้า 5 เหลี่ยม พร้อมโครเมียมให้ความหรูหรามากขึ้น
• ฟรีสไตล์แค็บ อิสระแห่งการเข้าออก ที่ออกแบบให้ตอบสนองความสะดวกสบายและการใช้งานอย่างเต็มที่
• เฟืองท้าย Limited Slip Differential ฝันฝ่าทุกอุปสรรค เพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทาง
• กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า
• กุญแจรีโมทนิรภัย พร้อมสัญญาณกันขโมย แบบพับเก็บได้รายแรกของเมืองไทย
• อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในครบครัน พร้อมถาดลิ้นชักเลื่อนเก็บของ
• กันชนหลังสีเดียวกับตัวรถกลมกลืนสปอร์ตลงตัว
• บันไดข้างออกแบบกลมกลืนกับตัวรถ
• เครื่องเสียง 2 DIN พร้อม CD/MP3 พร้อมลำโพง 4 ตัว ให้ความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง
• ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้าง
• ระบบช่วงล่างอัฉริยะของมาสด้า
• ระบบเบรก ABS 4 ล้อ ป้องกันล้อล็อค พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ช่วยให้ระยะเบรกสั้นลง
• ไฟตัดหมอกทรงกลมให้ความสปอร์ตดุดัน เสริมความปลอดภัย
• ล้ออัลลอยด์ขนาด 245/70 R16 เสริมบุคลิค เท่สไตล์สปอร์ต

* หมายเหตุ อุปกรณ์อาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

ไล่จับ HI-RACER




บ่ายวันนี้ (2 ส.ค. 2550) ไปชมเบื้องหลังการทำหนังโฆษณา MAZDA BT 50 HI-RACER ท่ีสตูดิโอแห่งหนึ่งในซอยสถานฑูตลาวย่านเหม่งจ๊าย

สตูดิโอแห่งนี้ใหญ่โต พวกของใหญ่ ๆ ชอบมาถ่ายทำกัน ไม่ว่าจะเป็นรถ หรือฉากใหญ่ ๆ อะไรก็ได้ มีหลายโรงถ่าย ระดับไฮเทค

จัดแถลงข่าวเปิดตัวรถกันที่นี่ พร้อมทั้งเผยเบื้องหลังหนังโฆษณาที่ไปถ่ายทำในนิวซีแลนด์ นำมาทำคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม โดยมีพญานาคไล่ล่า

เพื่อสื่อความหมายถึง ซูม-ซูม (ZOOM-ZOOM) ว่ามันตื่นเต้นแค่ไหน !!

คงได้ดูกันไปแล้วในช่วงข่าว คืนวันที่ 2 ส.ค.

ผู้สื่อข่าวอย่างพวกผมนี่ดูก่อนใคร ในช่วงบ่าย ๆ ก็เข้าท่าดี

นาคตัวนี้ มีลูกน้องเป็นงู มากันเป็นฝูง รุม รถไฮ-เรซเซอร์ เล่นเอาหนังจริง ๆ หลายเรื่องต้องชิดซ้ายไปเลย ด้วยงบ หลายสิบล้าน

รวมความได้ว่างบโฆษณาทั้งหมด 60 ล้านครับ

...แต่บล็อกของผมลงฟรี ไม่เสียสะตางค์ !!

**************************************************
ภาพยนตร์โฆษณาชุด “The Chase (ไล่จับ)”
*************************************************
ชื่อเรื่อง: The Chase “ไล่จับ”
ชื่อสินค้า: รถปิกอัพมาสด้า บีที-50
เอเจนซี่โฆษณา: เจดับบลิวที ประเทศไทย
บริษัทเจ้าของสินค้า: บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ความยาว: 45 วินาที
ทีมงานสร้างสรรค์:
ไมเคิล โอแฮร์ ผู้อำนวยการบริหารระดับภูมิภาคฝ่ายสร้างสรรค์ เจดับบลิวที
ชวกิจ อิทธิพูลสวัสดิ์ ผู้เขียนคำโฆษณาอาวุโส เจดับบลิวที

โปรดักชั่นเฮาส์: ฟิล์ม คอนสตรักชั่น (ประเทศนิวซีแลนด์)
คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเฮาส์: ดิจิตัล เมจิก กรุ๊ป (ประเทศไทย)
ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา: เพอร์รี แบรดลีย์


แนวคิดการสร้างภาพยนตร์โฆณา (Concept):
“โจทย์ของแคมเปญโฆษณาต้องการสื่อถึงความรู้สึกแบบ Zoom-Zoom ที่จะแสดงออกถึงทัศนคติความเปิดรับต่อสิ่งท้าทาย มีไหวพริบ คอยมองหาโอกาสที่จะได้สนุกกับความมันเร้าใจ ในทุกการขับขี่ มารวมกับความดีเด่นของรถมาสด้า บีที-50 ทั้งความแรงของเครื่องยนต์และความหนึบของช่วงล่าง
จึงนำมาสู่การคิดว่าแล้วอะไรทำให้การขับขี่มันเร้าใจที่สุด?
คำตอบ คือ การเล่นเกม ที่ทุกคนเคยมีประสบการณ์ นั่นคือ “เกมไล่จับ”นั่นเอง
ซึ่งเกมนี้ไม่น่าจะใช่เกมไล่จับแบบธรรมดา ความสนุกของเกมอยู่ที่ว่า เราไล่จับกับใคร คู่แข่งของมาสด้า บีที-50 จะต้องเป็นคู่แข่งที่พิเศษมากๆ เป็นคู่แข่งทรงพลัง ปราดเปรียว และต้องเป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมาย

เราจึงได้เลือก “นาคา” สัตว์ที่เปี่ยมด้วยอิทธิฤทธิ์จากวรรณคดี ที่คนไทยทุกคนรู้จักดี และเป็นสัตว์ในจินตนาการที่สามารถทำให้การถ่ายทอดความมันเร้าใจจากการขับขี่ได้เป็นไปอย่างตื่นเต้น ตระการตาที่สุด ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมกับความรู้สึก Zoom-Zoom ซึ่งหมายถึง ความสนุกเร้าใจของผู้ขับขี่รถปิคอัพ มาสด้า บีที-50 ประหนึ่งว่ากำลังขับรถวิ่งไล่กับ “นาคา”


เรื่องย่อ: ชายหนุ่มขับรถมาสด้า บีที-50 แล้วหยุดเพื่อรอบางสิ่งที่กำลังตามมา และผู้ที่กำลังไล่ตามเขามา ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ “นาคา” สัตว์ที่เปี่ยมด้วยอิทธิฤทธิ์ ความปราดเปรียวว่องไว จากวรรณคดี ที่คนไทยทุกคนรู้จักดี ชายหนุ่มออกรถต่ออย่างมั่นใจ ขณะที่นาคาเหาะไล่มาสด้า บีที-50 อย่างตื่นเต้น

ชายหนุ่มหักเลี้ยวมาสด้า บีที-50 เข้าไปในเส้นทางทุรกันดารในป่าทึบ นาคายังไล่ตามมาไม่ลดละ และใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้เถาวัลย์ในป่ารวมตัวกันยึดจับมาสด้า บีที-50 ให้จนมุม ทว่าชายหนุ่มไม่มีความตื่นตกใจแต่อย่างใด เขาเข้าเกียร์ออกรถใช้พลังของเครื่องยนต์กระชากเหล่าเถาวัลย์หนาทึบนั้นหลุดเป็นอิสระอย่างง่ายดาย

ชายหนุ่มและมาสด้า บีที-50 ขับออกจากป่ามาบนถนนอีกครั้ง และคราวนี้ นาคา ก็ใช้ลำตัวอันใหญ่โตพร้อมเวทย์มนต์ฟาดลงบนถนนตามหลังจนถนนบิดเบี้ยวคดโค้ง หมายจะให้มาสด้า บีที-50 เสียหลักตกจากถนน แต่อีกเช่นกันด้วยสมรรถนะของช่วงล่างที่เกาะถนนเป็นเยี่ยม มาสด้า บีที-50 ก็ยังคงวิ่งต่อไปบนถนนเส้นนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน ต่อเนื่องด้วยแรงบิดมหาศาลขึ้นไปบนเขาอย่างสบายๆ

ในที่สุดการไล่จับก็มาหยุดลงที่หน้าผา ชายหนุ่มวิ่งออกจากรถมาเพื่อมองหาว่านาคาที่ตามมานั้นหายไปไหน เขาพบว่านาคามาดักรอเขาอยู่ด้านล่างหน้าผานั่นเอง

ภาพจบลงด้วยการแสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้าระหว่างชายหนุ่มและนาคา นาคาเหยียดหางผ่านบาน แค็บเปิดกว้างของฟรีสไตล์แค็บ แล้วแตะลงบนบ่าของชายหนุ่มพร้อมพูดว่า “จับได้แล้ว” ณ จุดนี้ชายหนุ่มหัวเราะอย่างร่าเริง และ หมุนตัวกลับไปขึ้นรถอีกรอบ ภาพแสดงให้เห็นว่าเกมไล่จับรอบใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดยรอบนี้มาสด้า บีที-50 จะเป็นฝ่ายไล่จับนาคา คู่แข่งที่สูสีกันที่สุด

ไปชิมไวน์ผลไม้ไทยท่ีรามฯ






เมื่อ วันที่ 15-16 พ.ค.2550 มีโอกาสเข้าร่วมคลีนิกทางวิชาการเกี่ยวกับการดื่มไวน์ผลไม้ไทย กับอาหารไทย โดนมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์หลายท่านมาให้ความรู้ งานนี้ได้ร่วมชิมไวน์ด้วย มีผู้ผลิตเข้าร่วมงานหหลายราย เช่นสยามไวน์เนอร์รี่ ผู้ผลิตสปายไวน์คูลเลอร์ และไวน์ส่งออกอีกหลายตัว จากต่างจังหวัดดินแดนกว๊านพะเยา หรือทะเลสาบน้ำจืด แม่นายไวน์เนอร์รี่จากพะเยา ได้มอบไวน์ลำไย กับไวน์น้ำผึ้งให้มาลองชิมดู หากรวมผลได้จะรีบรายงาน

ในงานนี้มีแชมป์แฟนพันธุ์แท้เรื่องไวน์ และรองแชมป์มาร่วมให้ความรู้ด้วย ก็เลยทำให้เซียนน้อย ๆ อย่างเราได้ร่วมกระทบไหล่กับเขาด้วย


ผลไม้ไทย คนไทยและชาวต่างประเทศรู้ดีว่ารสชาดเยี่ยมยอด เรามีมังคุดสีสวยเมื่อผ่านการหมัก บ่มเป็นไวน์เรียบร้อยแล้ว มีสีแดงเข้มเกือบม่วงแดง มีกลิ่น รส เฉพาะตัว จากเนื้ออันหวานแหลม จากเปลือกสีม่วงแดง เมื่อผ่านกรรมวิธีที่พัฒนามาหลายปีของเกษตกรไทย จากไวน์เมกเก่อร์ไทย ๆ จึงกลายเป็นหนึ่งไวน์ผลไม้ที่อนาคตไกล
เรามีลิ้นจี่รสหวาน กลิ่นหอม
ความหวานเพียงพอต่อยีสต์ที่จะย่อยสลายความหวานนั้นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ สีีอัมพันไสนั่นมีความหมายคือไวน์ผลไม้ขาวที่วิเศษสุด อาจจะเยี่ยมยุทธกว่าไวน์ขาวจากองุ่นก็ได้ หากหลายฝ่านสนับสนุน ด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อแหวกวงล้อมแห่งความคุ้นเคย วงล้อมแห่งความเชื่อที่ว่า ไวน์ สมควรผูกขาดเฉพาะจากองุ่นอย่างเดียวเท่านั้น
เรายังมีลูกหว้าที่สีม่วงแดงเข้มขรึม เมื่อหมัก เป็นไวน์แล้วหอม ฝาดสีสดสวยดั่งอัญมณี เราลืมของดีเหล่านี้ไปได้อย่างไร ?

มหัศจรรย์ไวน์คู่อาหารไทย





มหัศจรรย์ไวน์คู่อาหารไทย
(Miracles of Wine Matching with Thai Foods)
***********************************************

หมายเหตุ บทความโดย
*********************
รศ.ดร.ราณี สุรกาญจน์กุล
***********************************************

ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณครั้งคริสตกาล ผู้บริโภคมองเครื่องดื่มชนิดนี้ไปในหลายทิศทาง บางกลุ่มมองว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ให้โทษต่อร่างกาย บางกลุ่มมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยยกระดับความมั่นใจในสังคม บางกลุ่มเชื่อว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยรักษาสุขภาพ ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้บริโภคไวน์ จึงควรมีความรู้เกี่ยวกับไวน์อย่างแท้จริง ก่อนตัดสินใจซื้อ ก่อนดื่ม หรือเก็บไว้ เป็นเวลานาน ๆ
ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งผลิตมาจากน้ำผลไม้ชนิดต่างๆที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน และมีกลิ่นหอมของผลไม้ โดยการหมักด้วยยีสต์ที่คัดเลือกสายพันธุ์ตามคุณสมบัติของไวน์ที่ต้องการผลิต เช่น ต้องการไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูง หรือไวน์ที่มีกลิ่นรสของผลไม้ เป็นต้น ซึ่งสายพันธุ์ยีสต์ที่คัดเลือกมา จะทำงานตามที่ผู้ผลิตไวน์ต้องการ ไวน์ที่ผลิตจากผลไม้ไทยชนิดต่างๆ มักจะมีรสชาติหอมหวานตามลักษณะเดิมของผลไม้ที่นำมาหมัก และจะมีกลิ่นหอมเพิ่มขึ้นเมื่อนำมารับประทานกับอาหารไทย นอกจากนี้ยังทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยนไปได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์และอาหารที่รับประทานคู่กัน ดังนั้นศาสตร์และศิลป์ของการชิมไวน์คู่กับอาหารไทยจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
การดื่มไวน์วันละ 1 แก้ว หรือ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานและมะเร็งเต้านมด้วย แถมยังเหมาะกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไปแล้วด้วย ไวน์ช่วยทำให้หลอดเลือดหัวใจขยาย ทำให้เลือดเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้สะดวก และยังช่วยชะลอวัยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ได้อีก
คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิตไวน์ผลไม้และสุราพื้นบ้านไทย สภาคณาจารย์และภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “มหัศจรรย์ไวน์คู่อาหารไทย” โดยจะมีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญการชิมไวน์และผู้สนใจทั่วไป ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ทราบถึงเทคนิคการชิมไวน์ที่ถูกต้อง ได้ทราบถึงคุณภาพของไวน์ชนิดต่างๆ แต่ประการสำคัญก็คือ สามารถจับคู่ไวน์กับรสอาหารไทยได้อย่างลงตัวนั่นเอง
***********************************************
ผลการทดลองการชิมไวน์คู่อาหารไทย
Consumer (ผู้ชิมทั่วไป)

ไวน์ลิ้นจี่ ไวน์ขาวมีรสหวานเล็กน้อย ไวน์เป็นประกายสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมของลิ้นจี่
ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ความหอมหวานที่นุ่มนวลก่อนดื่มควรแช่เย็นอุณหภูมิ 5-10 องศาเซลเซียส
ไวน์ลิ้นจี่คู่กับอาหาร จากผู้ชิม 40 คน เรียงตามลำดับจากความชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุดดังนี้
เหมาะกับอาหาร 1. ทอดมัน ปลามึกชุบแป้งทอด ไส้อั่ว กุ้งชุบแป้งทอด
2. เนื้อทอด = เมี่ยง
3. คอหมูย่าง
4. ไก่ย่าง = เป็ดย่าง = ส้มตำ ผู้ชิมไม่นิยมให้คู่กับไวน์ลิ้นจี่
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อย
1. หมี่กรอบ
2. กระทงทอง = เมี่ยง
3. สาคูไส้หมู
********************************
ไวน์มังคุด ไวน์สีแดงทับทิม มีกลิ่นหอมของมังคุด มีรสฝาดจากสารแทนนินและซานโทน
เหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. คอหมูย่าง
2. ไส้อั่ว
3. เนื้อทอด = ทอดมัน = เป็ดย่าง = ส้มตำ
4. ไก่ย่าง = ปลามึกชุบแป้งทอด = ไส้อั่ว = กุ้งชุบแป้งทอด
*****************************
ไวน์องุ่น เป็นไวน์ที่มีความเข้มข้นขององุ่นแดง เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ เป็นไวน์ที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคตลอดกาล ถ้าระยะเวลาบ่มนานจะมีรสนุ่ม ความฝาดจะค่อยๆ หายไป
ความเหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. คอหมูย่าง
2. เนื้อ
3. ส้มตำ
4. ไส้อั่ว
5. เป็ดย่าง
6. กุ้งชุบแป้งทอด
7. ไก่ย่าง
8. ปลาหมึกชุบแป้งทอด ผู้ชิมชอบน้อยที่สุดที่จะให้คู่กับไวน์องุ่น
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อย
1. กระทงทอง = หมี่กรอบ
2. สาคูไส้หมู
ไม่เหมาะกับ ทอดมัน = ข้าวเกรียบ
**************************************************
ไวน์หม่อน เป็นไวน์ที่มีน้ำหนักปานกลาง เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ
ความเหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. เนื้อ = กุ้งชุบแป้งทอด
2. คอหมูย่าง = ไส้อั่ว
3. ไก่ย่าง = ปลาหมึกชุบแป้งทอด = เป็ดย่าง หมี่กรอบ
4. ส้มตำ
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อย
1. เมี่ยง
2. ทอดมัน= กระทงทอง
**********************************************
ไวน์มะเม่า เป็นไวน์ที่มีรสชาติเข้มข้น สีแดงเข้ม มีกลิ่นหอมของผลมะเม่า ซึ่งบอกความเป็นอิสระของธรรมชาติที่ไม่เหมือนไวน์ชนิดอื่น
ความเหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. คอหมูย่าง
2. เนื้อทอด
3. ไส้อั่ว = ส้มตำ
4. กุ้งชุบแป้งทอด
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อย
1. สาคูไส้หมู = หมี่กรอบ
2. ทอดมัน = กระทงทอง = กุ้งชุบแป้งทอด
ไม่เหมาะกับ ไก่ย่าง = ปลามึกชุบแป้งทอด = ข้าวเกรียบ
************************************************

ไวน์ผลไม้รวม เป็นไวน์ที่ผสมผสานระหว่าง สับปะรด องุ่น ทำให้รสชาติไม่คงที่ สามารถเข้ากับอาหารได้หลายชนิดไม่เหมือนไวน์ชนิดอื่น

ความเหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. กุ้งชุบแป้งทอด
2. เนื้อทอดส้มตำ
3. ไก่ย่าง = เมี่ยง = คอหมูย่าง
4. เป็ดย่าง
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อย
1. ทอดมัน = กระทงทอง = ไส้อั่ว
2. หมี่กรอบ
ไม่เหมาะกับ เนื้อทอด ปลาหมึกชุบแป้งทอด ข้าวเกรียบ สาคูไส้หมู

หมายเหตุ 1. เครื่องหมาย = คือได้คะแนนเท่ากัน
2. จำนวนครั้งของไวน์ + อาหาร แต่ละชนิดที่ถูกเลือกมากกว่าคู่อื่นๆ*
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %
* คู่อื่น = คู่ที่ไม่ได้นำเสนอ
************************************************

ผู้เชี่ยวชาญการทดสอบไวน์

ไวน์องุ่น เป็นไวน์ที่มีความหนักแน่น สีแดงเข้มปานกลาง รสจัดกว่าไวน์ชนิดอื่น เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ
เหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. ไก่ย่าง ไส้อั่ว
2. กุ้งชุบแป้งทอด เป็ดย่าง คอหมูย่าง
3. ปลาหมึกชุบแป้งทอด
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อยสุด
1. เมี่ยง
2. ทอดมัน
3. ข้าวเกรียบ
****************************************
ไวน์หม่อน เป็นไวน์ที่มีความเข้มข้น เหมาะกับอาหารรสจัดประเภทเนื้อ
เหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. เมี่ยง = ไก่ย่าง = ไส้อั่ว
2. กุ้งชุบแป้งทอด = เนื้อทอด
3. ปลาหมึกชุบแป้งทอด = เป็ดย่าง = ไก่ย่าง
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อยสุด
1. กระทงทอง
2. หมี่กรอบ
3. ส้มตำ = สาคูไส้หมู
*********************************************
ไวน์มะเม่า เป็นไวน์ที่มีรสชาติเข้มข้น สีแดงเข้ม เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ
เหมาะกับอาหาร เรียงลำดับจากชอบมากที่สุดถึงน้อยที่สุด
1. ไส้อั่ว = คอหมูย่าง
2. ไก่ย่าง = ทอดมัน
3. ปลาหมึกชุบแป้งทอด = ข้าวเกรียบ
4. ส้มตำ
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อยสุด
1. เมี่ยง
2. กระทงทอง = สาคูไส้หมู
*****************************************
ไวน์ลิ้นจี่ ไวน์ขาวมีรสนุ่มนวล ไวน์ใสเป็นประกายสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมของลิ้นจี่ ที่เป็นเอกลักษณ์ของผลไม้ไทย
เหมาะกับอาหาร 1. ปลามึกชุบแป้งทอด ไส้อั่ว
2. ไก่ย่าง = ทอดมัน = กุ้งชุบแป้งทอด
3. คอหมูย่าง = เนื้อทอด
4. เป็ดย่าง = ส้มตำ
เหมาะกับของว่าง ตามลำดับมากไปน้อยสุด
1. เมี่ยง
2. ข้าวเกรียบ
3. สาคูไส้หมู = หมี่กรอบ

หมายเหตุ 1. เครื่องหมาย = คือได้คะแนนเท่ากัน
2. จำนวนครั้งของไวน์ + อาหาร แต่ละชนิดที่ถูกเลือกมากกว่าคู่อื่นๆ*
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %
* คู่อื่น = คู่ที่ไม่ได้นำเสนอ
*************************************************

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดงานมหัศจรรย์ไวน์คู่อาหารไทย

1. บริษัท ซี.วาย.บอสส์ ฟู้ด จำกัด บริษัทผลิตไวน์ผลไม้
59/8 หมู่ 11 ถนนรอบอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20110
www.bosswinery.com
2. บ้านสวนพุด
59/1 ม.6 ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.ศาลยา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทร 02-8889458-61 เปิด 10.00-22.00 น.
3. ร้านอาหารแม่ศรีเรือน
เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร 02-9336361
สุขาภิบาล 3 โทร 02-372-1994
เซ็นทรัลรามอินทรา ชั้น4 โทร 085-0755354
ลาดพร้าว ซ.110 โทร 02-9319334
4. หจก. แม่นายไวน์เนอรี่
189 ม.9 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา 56000
โทร 054-484397 โทรสาร 054-484397
5. ศิริชัยไก่ย่าง
เมนูชวนอร่อย : แกงเขียวหวานโรตี เมี่ยงปลาช่อน
ซ. รัชดาภิเษก 37 กรุงเทพฯ โทร 0-2585-5779
6. Siam Winery Trading Plus Co., Ltd. บริษัทผลิตไวน์ผลไม้
174/1-4 ซอย 78 ถนนวิภาวดี-รังสิต สีกัน ดอนเมือง กรุงเทพฯ
Tel: +66 (0) 2533-5600 Fax: +66 (0) 2533-6080
www.siamwinery.com
7. ฮั่วเซ่งฮง อาหารรสเลิศ สะอาด ราคากันเอง
สาขา 1 371-373 ถ.เยาวราช สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
โทร 0-2222-7053
สาขา 2 3039 สุขุมวิท 101 ปากซอยวัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ 10110
โทร 0-2730-5141-3
8. ไวน์ม่อนคำ
2 ม.15 บ้านเกษตรสุข ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา
โทร 054-431660, 086-9123980
www.moundkom.com

***********************************************
หมายเหตุ บทความโดย
*********************
รศ.ดร.ราณี สุรกาญจน์กุล

Dr. Ranee Surakarnkul

Dpt. of Food Technology, faculty of Science,
Ramkhamhaeng University,
Huamark, Bangkok 10240.
Phone & Fax 662-2593795
Mobile phone 661-8026095

ความลับในขวดไวน์




เรื่อง ความลับในขวดไวน์
******************************************************
หมายเหตุ เป็นบทความที่เขียนเมื่อปี 2545 ไม่เคยเผยแพร่ เหมือนเป็นบันทึกประจำวัน จากการค้นข้อมูลต่าง ๆ ขณะนั้นวงการไวน์ผลไม้ไทยกำลังคึกคักมาก นักวิชาการตลอดจนรัฐบาลขณะนั้น สนับสนุน จนเกิดไวน์ผลไม้ผลิตจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศมากมาย หลายร้อยยี่ห้อ

แต่เมื่อเวลาผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ด้วยหลากหลายสาเหตุ เรื่องคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ
******************************************************

น้ำไวน์ในขวดมีสีสันเป็นเอกเทศ ไม่ซ้ำกัน บ้างแดง บ้างน้ำตาลทอง บางทีออกเหลือบเหลืองสวยงามมาก หากจะหาน้ำไวน์ในขวดที่ไสเป็นตาตั๊กแตนแบบเหล้าโรงน้ำหนึ่ง หรืออย่างวอดก้าแท้ที่ไสเหมือนไม่มีอะไรในขวด รับรองหายากยิ่ง คือไม่มี เนื่องเพราะไวน์ไม่ได้กลั่น
ไวน์ แต่ดั้งเดิมโดยตัวมันเอง คือน้ำองุ่น้ที่ผ่านการหมักด้วยเชื้อยีสต์ และบ่มมาอย่างได้ที่แล้ว ตามสูตรของไวน์เมคเก่อร์แต่ละคน
ในขบวนการหมักจะเกิดตะกอนละเอียดที่กรองยากมาก โรงงานไวน์ขนาดใหญ่จะมีเครื่องกรองที่ใช้แรงดันสูงอัดน้ำไวน์ผ่านไส้กรองให้เหลือตะกอนน้อยที่สุด
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อบ่มไวน์ในขวดหรือในถังบ่ม ซึ่งอาจจะเป็นถังพิเศษแล้วแต่ผู้ผลิต เช่นถังไม้โอ๊ค ถังสเตนเลส หรือถังพีวีซีเกรดบรรจุอาหารก็ได้ ในรายที่บ่มในขวด หลังจากหมักแล้ว เขาก็มีวิธีกำจัดตะกอนโดยคว้ำปากขวดลงเรียงเป็นตับแล้วทำให้บริเวณปากขวดเย็นลงจนน้ำไวน์แข็งตัว แล้วตะกอนที่รวมตัวกันอยู่บริเวณปากขวดก็จะถูกเปิดและดึงออกไปพร้อมไวน์ที่แข็งตัว แล้วเติมน้ำไวน์แบบเดียวกันเข้าไป ปิดจุกกอร์ค เตรียมขายได้
น้ำไวน์ที่ผ่านการกรองและกำจัดตะกอนหลายรูปแบบแล้ว เมื่อเก็บบ่มในขวด มันก็จะบ่มต่อโดยไม่มียีสต์ แล้วตะกอนอันใหม่ก็จะเกิดขึ้นอีก เป็นตะกอนละเอียดที่เป็นสัญลักษณ์ของความเก่า ความเก๋าของไวน์นั้น ๆ การเก็บไวน์เป็น 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่าจำเป็นต้องนอนขวดลง ให้ฉลากอยู่ด้านบน เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นไวน์ปีไหน และให้จุกกอร์คเปียกตลอดเวลา เพื่อไม่ให้จุกกอร์คแตกแห้งอากาศซึมเข้าไปได้ โดยไม่มีการขยับขวด และการเก็บที่ถูกต้องต้องอยู่ในที่เงียบ ไม่มีแสงไฟจ้า ส่วนมากจะติดไฟเพียงสลัว ๆ ให้มองเห็นทางเท่านั้น ต้องควบคุมอุณหภูมิ เจ้าตำหรับไวน์ในยุโรปเขาเจาะเป็นอุโมงค์สำหรับเก็บไวน์โดยเฉพาะ เรียกว่าตุนไว้เป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ขวด

ร้านอาหาร หรือโรงแรมใหญ่ ๆ อาจมีไวน์ดี ๆ ราคาเป็นแสนบาทมากมาย จึงเป็นเรื่องของการบริการที่ต้องพิถีพิถันอย่างยิ่งยวด เขาจะไปเลือกไวน์ที่นอนนิ่งมานานปี ใส่
ตะกร้าสำหรับให้ขวดนอนต่อเพื่อนำไปให้ผู้สั่งดูว่าใช่ที่สั่งหรือไม่
เมื่อโอเค ก็จะทำการเปิดขวดแบบนอน ๆ อย่างนั้น ฉลากที่เก่าบางที่มีฝุ่นจับเขรอะก็ต้องปล่อยไว้ไม่ต้องเช็ด ทำนองของเก่าราคาแพง ต้องให้คราบกรุติดไว้เหมือนเดิม
เมื่อเปิดแล้วบางทีต้องมีการถ่ายใส่ขวดใหม่ อาจเป็นขวดอย่างหรูเลิศเป็นแก้วเจียรนัย โดยค่อย ๆ รินแบบนอน ๆ โดยระวังไม่ให้ตะกอนไหลลงไปด้วย เรียกว่าเอาใจน้ำไวน์ให้นุ่มนวลยิ่งกว่าการป้อนนมเด็กทารก เมื่อผ่านขบวนการนี้แล้วก็ต้องชิมดูโดยบริกรจะรินใส่แก้วสำหรับชิมโดยเฉพาะ อาจเป็นถ้วยเงินก้นตื้นเล็ก ๆ ที่แวววาว เพื่อให้มองเห็นสีสันชัดเจน เมื่อคนสั่งชิมแล้วว่าใช้ได้ ไม่เสียก็เริ่มเสิร์พได้ ไวน์ดี ๆ เขาค่อย ๆ จิบค่อย ๆดู ค่อย ๆ ดมกลิ่นกันไป มันแพงยิ่งกว่าทอง ไม่ใช่การดัดจริตแต่เป็นศิลป
ในการดื่มกิน พูดเรื่องไวน์กับการดื่มไวน์แล้วมันยาว ค่อยทยอยเล่าวันต่อไปก็แล้วกัน
กลับมาดูเรื่องตะกอนละเอียดที่มันก่อตัวในน้ำไวน์ด้วยตัวมันเองต่อ ผู้ผลิตไม่ได้ลืมกรอง หรือมักง่ายเอาไวน์มีตะกอนมาหลอกขาย หากนักดื่มหน้าใหม่พบปัญหานี้ก็ขอได้โปรดเข้าใจว่าต้องค่อย ๆ ริน รินแล้วมองดูด้วยว่าตะกอนมันใกล้ถึงปากขวดหรือยัง อย่าให้ตะกอนหลงลงไปในแก้วก็แล้วกัน
การทดสอบ หรือการชิมไวน์ที่เก็บไว้นาน ๆ ส่วนมากจะมีการใช้กระดาษกรองแบบกรวย กรองน้ำไวน์เสียก่อน ถือเป็นเรื่องธรรมดา ของไวน์ที่ดี และเป็นของแท้ ไม่ใช่แอลกอฮอล์เติมสีเติมกลิ่น ในวงการไวน์เก่าแก่ทั้งหลายเขานับเอาการชิมของดีเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้รู้จริงเป็นผู้ให้บริการด้วย หากบริกรเผลอไปหยิบขวดไวน์ที่นอนนิ่งมานานหลายปีพรวดพราดให้ตั้งขึ้นทำให้ตะกอนละเอียดที่นิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฉลากฟุ้งกระจายขึ้นมาโดยไม่เป็นระเบียบ จะเป็นเรื่องขุ่นข้องหมองใจ เผลอ ๆ อาจต้องไปเอาขวดใหม่มาแทน


ส่วนไวน์ผลไม้ไทย(ราชการกรมสรรพสามิตเรียกว่าสุราแช่ชนิดสุราผลไม้) นั้นนักดื่มไวน์องุ่นแท้ไม่ถือว่าเป็นไวน์

บอกได้เลยว่าใหม่เกือบทั้งหมด ด้วยว่าเริ่มผลิตกันไม่นาน จะมีความสดเป็นการตัดสิน ว่าหมัก บ่มมาได้ที่แล้ว เมื่อบรรจุขวดออกขาย พอผู้ซื้อเปิดเตรียมดื่มน้ำไวน์ผลไม้นั้น ๆ มี
สีสัน กลิ่น และรสผลไม้ชัดเจนหรือไม่ ไม่สาบส่าเหล้าแบบเหล้าโรงเป็นอันว่าใช้ได้ เพราะหากใช้ยีสต์ที่มีคุณภาพ หมักได้ที่มีความหวานพอเหมาะ มีแอลกอฮอล์พอดี ไม่เกิน 15 ดีกรี

ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากกรมสรรพสามิตเรียบร้อย ติดแสตมเสียภาษีเครื่องดื่มถูกต้อง จิบไปก็เหมือนช่วยชาติไปพร้อม ๆ กัน เพราะต่างได้รับประโยชน์กันทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกบำรุงรักษาต้นผลไม้ พ่อค้าผู้จัดจำหน่ายผลไม้ ผู้ผลิต ผู้ดื่มกิน และรัฐบาล ทีนี้ก็ต้องตัดสินกันที่คุณภาพว่าสีสันสวยงาม กลิ่นหอมน่าดื่ม หรือจิบแล้วได้รสชาติครบถ้วนหรือไม่ จะโฆษณามากมายก้องโสตประสาทตลอดเวลา หรือจะค่อย ๆ ซุ่มออกตัวแบบเบา ๆ ตามประสาผู้ผลิตรายเล็ก ๆ ก็มีสิทธิ์ได้รับการต้อนรับเมื่อของดีจริง
หน่วยงานอย่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) มีความมั่นใจว่าภายใน 5-6 ปี นี้วงการไวน์ผลไม้ไทยจะเจริญขึ้น มีการผลิตไวน์ผลไม้รายเล็กรายใหญ่กระจายไปทั่วประเทศ บ้านเราจะเป็นศูนย์กลางการส่งออกไวน์ผลไม้ที่สำคัญของโลก เหมือนที่ฝรั่งเศสเป็นศูนย์รวมไวน์แท้ ( ที่ผลิตจากองุ่นอย่างเดียว) ที่มีชื่อก้องโลก และมีอีกหลายประเทศในเกือบทุกภูมิภาคของโลกก็สามารถผลิตไวน์ได้ดีเหมือนกัน ที่เรียกกันว่าไวน์ในโลกใหม่ เช่นอเมริกาที่คาลิฟอร์เนีย ชิลี อาเจนติน่า หรือแถบทางใต้ลงไปก็ที่ออสเตรเลีย ซึ่งผู้ผลิตเก่าแก่ย่านยุโรปที่มีฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส สเปน เยอรมัน ฮังการี เป็นผู้ผลิตชั้นนำได้ตราหน้าพวกที่เพิ่งหัดผลิตมาสักร้อยปีมานี้ว่าเป็นไวน์จากโลกใหม่
แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาหยุดอยู่กับองุ่นเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่ามันหวานได้ที่เองโดยไม่ต้องใช้น้ำตาล และดั้งเดิมไม่ต้องเติมเชื้อยีสต์มันก็สามารถหมักเป็นไวน์ได้ เพราะบนเปลือกองุ่นมีเชื้อหมักตามธรรมชาติติดอยู่ ถึงขนาดพูดว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้เลยทีเดียว อีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเขาไม่มีผลไม้รสดีมากมายเหมือนบ้านเรา หากคิดจะทำไวน์ผลไม้เมืองร้อนก็ต้องสั่งซื้อจากเรา หรือไม่อย่างนี้นก็นำพันธุ์ไม้เมืองไทยที่รสดีไปพัฒนาเป็นเกษตรอุตสาหกรรม แล้วผลิตไวน์ผลไม้มาแข่งกันในตลาดโลก ซึ่งเราจะใจเย็นค่อย ๆ ทำค่อย ๆ พัฒนาไปตามเรื่องตามราวไม่ได้แล้ว หากผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ที่เขาผลิตไวน์องุ่นแท้ปัจจุบันหันมาผลิตไวน์ผลไม้บ้าง เราซึ่งถนัดผลิตเหล้าขาวอย่างเดียวจะตามเขาทันหรือ และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้วิจัยเรื่องเหล่านี้อยู่
ก็ต้องฝากไว้กับผู้เกี่ยวข้องทุกท่านให้ทำกันจริง ๆ เสียที ไม่ต้องมาเรื่องมาก หรือมัวแต่โทษกันไปโทษกันมา ไม่ได้เรื่องได้ราว…คิดเรื่องนี้แล้วเหนื่อยใจจริง ๆ ……. กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า
เนื่องจากยุโรปเจ้าตำหรับการทำไวน์ โดยเฉพาะชาวโรมันที่ชอบปลูกองุ่นในทุกแห่งหนที่ยาตราทัพไปถึง เขาค้นพบมานานหลายพันปีแล้วว่าไวน์มีส่วนประกอบที่ให้คุณแก่ผู้ดื่มมากกว่าโทษ สมัยโบราณไม่มีการวิจัยเป็นเรื่องเป็นราว แต่ใช่การสังเกตจากเหตุการณ์จริง คือเมื่อดื่มแล้วคลายเครียด อารมณ์แจ่มไส เมื่อดื่มต่อเนื่องนาน ๆ สุขภาพร่างกายดีกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม ไม่มีโรคเส้นเลือดอุดตัน หน้าตาอิ่มเอิบกันทั้งเมือง และเวลาผ่านไปอีกเป็นพัน ๆ ปีข้อพิสูจน์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อชาวอเมริกันที่เดิมดื่มแต่โค๊กแม้จะเป็นผู้หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็พบว่าเป็นแหล่งที่มีโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดอุดตันมากที่สุด การวิจัยเปรียบเทียบกับชาวยุโรปนับออกมาเป็นตัวคนแล้วการตายเนื่องจากเส้นเลือดตัน-ตีบ-แตก ในประเทศที่ดื่มไวน์เป็นประจำมีน้อยกว่ามาก
จึงเป็นเหตุให้ผลิตไวน์กันทั่วโลก และเดี๋ยวนี้ลามมาถึงตัวคนไทยทุกหย่อมหญ้าแล้ว อย่าปล่อยให้เลยตามเลยไม่ศึกษา
ว่าเรื่องไวน์มันมีความละเอียดลออมาก ต้องใส่ใจต้องวิจัยกันจริง
จังเพื่อคุณภาพที่ต้องให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
หากผู้ผลิตรายไหนไม่ยอมปรับปรุงก็ต้องปิดตัวเองลงตามธรรมชาติ แม้จะมีการจูงใจสักแค่ไหนก็คงอยู่ได้ยาก เนื่องจากตัดสินโดยผู้บริโภค หากไม่ดีรสชาติไม่เข้าขั้นจะมาร้องบอกว่าดีคงไม่สำเร็จ มันอยู่ที่ลิ้น ที่จมูก ที่ตา คนดื่มเป็นผู้ตัดสิน
จากตะกอนที่มีตามธรรมชาติในไวน์แล้ว ยังมีความลับในขวดไวน์อีกมาก ถ้าพูดถึงเรื่องคุณค่าของน้ำไวน์แล้วเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ ไม่ใช่เสียเงินแล้วกลัวสูญเปล่า แต่เมื่อลองของจริงแล้วก็เอาให้มันถึงแก่นไปเลย
ตั้งแต่เริ่มต้นบอกว่าไวน์คือน้ำผลไม้ ที่หมักโดยเชื้อยีสต์ และเชื้อยีสต์ที่ว่านี้จะสุ่มสี่สุ่มห้าเอายีสต์สำหรับทำกิจกรรมอย่างอื่นมาหมักก็ไม่เหมาะ หมักเป็นแอลกอฮอล์ได้เหมือนกัน แต่คุณภาพน้ำไวน์ที่ได้จะแตกต่างกันลิบลับ ลองดูง่าย ๆ โดยใช้ยีสต์ที่ใช้หมักแป้งสำหรับทำขนมปังมาหมักน้ำผลไม้ดู จะพบว่าการหมักเป็นไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง การย่อยความหวานในน้ำผลไม้โดยยีสต์ชนิดนี้ ได้กลิ่นที่ไม่เข้าท่าแบบส่าเหล่าโรงอย่างชัดแจ้ง มีความแรงของดีกรีเกิดขึ้นรวดเร็ว สามารถทำให้ความหวานเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์เร็วมาก
เมื่อเทียบกับเชื้อหมักไวน์ผลไม้ที่ผ่านการคัดส่ายพันธุ์อย่างดีมาแล้ว เช่น ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) จะต่างกันลิบลับ จะมีความหอมของกลิ่นผลไม้นั้น ๆ อย่างชัดเจน หากหมัก และบ่มอย่างได้ที่จะเป็นไวน์ผลไม้ที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานโลกเลยทีเดียว เพราะผ่านการวิจัยมาเกือบ 20 ปี อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียวที่ผลิตเชื้อหมักไวน์ผลไม้คุณภาพดีจำหน่ายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในราคาไม่แพง ส่วนยีสต์ที่มีผู้นำเข้าจากต่างประเทศบางตัวอาจใช้ได้ไม่ดีนัก เพราะไม่เข้ากับภูมิอากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทย
ความลับในขวดไวน์ที่สวยงามหากมีการไขออกมาจะเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจจากผู้บริโภค และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการผลิตที่ถูกต้องตามหลักวิชาการจะสามารถคงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำผลไม้ได้มากที่สุด แม้ไม่ครบถ้วนอย่างน้ำผลไม้คั้นสด ๆ แต่สารเคมีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้เฉพาะจากการหมักไวน์เป็นสิ่งที่น้ำผลไม้สด ๆ ไม่มี และเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของเครื่องดื่มที่เรียกว่าไวน์ หรือที่ทางกรมสรรพสามิตเรียกว่าสุราแช่
ชนิดสุราผลไม้ ผลิตโดยการหมักอย่างเดียว ไม่มีการกลั่น มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15 ดีกรี
สารเคมีที่มีประโยชน์ในน้ำไวน์ผลไม้มีหลายชนิด แยกแยะโดยนักเคมี อย่างถ้วนถี่แล้ว ก่อนจะถึงรายละเอียดอย่างเป็นวิชาการมาดูแบบคนธรรมดา ๆ เขาเล่าเรื่องนี้กันก่อนตั้งแต่โบร่ำโบราณมาเชื่อกันว่าไวน์เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันโรคหัวใจ และรู้ต่อมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักน้ำผลไม้เป็นแอลกอฮอล์ดิบ ที่เกิดจากการหมักดอง เมื่อดื่มเข้าไปจะค่อย ๆ ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดอย่างช้า ๆ แตกต่างจากแอลกอฮอล์จากเหล้ากลั่นทั้งหลาย ที่รู้กันดีว่าได้มาจากการต้มกลั่น เมื่อดื่มเข้าไปจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว และมีพิษมีกากสะสมไว้ในตับอีกด้วย
ทีนี้มาดูรายละเอียดองศ์ประกอบของน้ำไวน์ที่ว่ามีการแยกธาตุโดยนักเคมีออกมาแล้วอย่างละเอียด พบว่ากลิ่นและรสชาติของไวน์ขึ้นอยู่กับองศ์ประกอบทางเคมีของน้ำไวน์ เช่นความหวาน รสเปรี้ยว รสเค็ม รสขม และฝาด
รสหวาน นั้นมาจากน้ำตาลที่เหลือจากการหมัก
รสเปรี้ยว จากกรดทาร์ทาริก กรมมาลิก กรดซิตริก กรดซักซินิก หรือกรดแลกติก โดยมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ที่ 2.9-3.9
รสเค็มจากเกลือกรดแร่ และกรดอินทรีย์ ในไวน์มีธาตุที่ละลายในน้ำได้อีกหลายอย่าง เช่น โปแตสเซี่ยม มีมากกว่าเพื่อน รองลงมาก็โซเดี่ยม แมกนีเซี่ยม และแคลเซี่ยม
รสขม และ รสฝาด จากสารประกอบฟินอลิคแอนโทไซยานิน(เป็นสารประกอบที่ทำให้ไวน์แดงกับไวน์ขาวมีรสชาติต่างกัน) และแทนนินซึ่งมีในเปลือก เมล็ด และก้านองุ่น หรือในเปลือกผลไม้อื่น ๆ ที่มีสีแดงทั้งหลาย เช่นลูกหว้า มังคุดเป็นต้น ในน้ำไวน์ยังมีสารระเหยง่ายอีกหลายร้อยชนิด เช่นกรดเอสเตอร์ และสารประกอบคาร์บอนิล
ทีนี้มาดดูสารจำพวกที่มีชื่อเป็นฝรั่งที่นักเคมีเองยังไม่อยากเขียนเป็นภาษาไทย เพราะข้อมูลเรื่ององศ์ประกอบของน้ำไวน์นี้เอามาจากเอกสารของ วท. ซึ่งดร.สุภาพ อัจฉริยศรีพงษ์ กับคุณไพพรรณ บุตกะ เป็นผู้รวบรวม ในเอกสารการพัฒนาอาชีพชุมชนด้านการผลิตเมรัยผลไม้…คำว่าเมรัยผลไม้ ก็คือไวน์ผลไม้ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั่นเอง
ลองดูสารที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน สักหน่อยเป็นสารพวกแอลกอฮอล์ทั้งหลาย ก็มีพวก 1-propanol, 2-methel-1propanol, 1-butanol, 2-methel-1butanol, 3-methel-1 butanol , 1-pentanol , 1-hexanol , 2-phenylethyl , [- ]-2,3-butanediol , meso-2 ,3 –butanediol , 3-methel1-1pentanol , 4-methyl1-1pentanol และ 3-hydroxy-2-butanone acetoin. เหนื่อยไหม ? อ่านยากน่าดู รวมพวกแล้วเป็นแอลกอฮอล์ ไม่เกินสิบห้า ดีกรีนั่นเอง
ต่อไปเป็นสารตัวสำคัญที่ให้คุณเด่นชัด คือสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งในไวน์แดงจะพบสารนี้ปริมาณ 1-2 กรัม/ลิตร ขณะที่ไวน์ขาวมีสารฟลาโวนอยด์เพียง 0.2 กรัม/ลิตร เท่านั้น สารนี้เป็นสารประกอบกลุ่มโพลีฟินอลิค แอนติออกซิเดนท์ ซึ่งมีอยู่ในผลไม้เช่นองุ่นเปลือกแดง กีวี ลูกหว้า มังคุด โดยช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดเปราะ ฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ และพบในไวน์องุ่น ได้แก่ quercetin , anthocyyanin , flavonols , flavones , catechins , และ flavanones ฟลาโวนอยด์ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไซโคลออกซิจีเนส ( เป็นสารสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของเกร็ดเลือด) จึงช่วยลดการเกิดหลอดเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด ในไวน์ยังมีสารฮีสตามีน [Histamine] ช่วยให้ร่างกายไม่เครียด หรือเป็นไมเกรน ส่วนแทนนินจะช่วยย่อยอาหาร มีรสฝาด ทำให้มีความเข้มข้นของเนื้อน้ำไวน์ หรือที่เรียกเป็นภาษาไวน์ว่ามันมีบอดี้ ที่แน่น
จนบางคนจินตนาการว่าสามารถกินไวน์ หรือเคี้ยวไวน์ได้ ด้วยความมันเขี้ยว…เรื่องนี้เป็นเรื่องของความพึงพอใจของแต่ละบุคคล
หากท่านเคยอ่านบทความวิจารณ์ไวน์มาบ้างคงเคยพบคำพรรณนา รส-กลิ่น-สี ของไวน์แต่ละอย่างแต่ละขวดค่อนข้างประหลาด บางที่หรูเลิศจนคาดเดาไม่ออกว่ามันเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร เข้าข่ายนานาจิตตัง
แต่นานาจิตตังของใคร ๆ เราก็อย่าไปลบล้าง หรือขัดคอกันให้เสียบรรยากาศ กันเลย เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญอีกอันหนึ่งในการดื่มไวน์ คือการสร้างสรรค์ให้วงสังคมที่เกี่ยวข้องดูมีความราบรื่น สนุกสนาน อย่าได้ตีกันเพราะเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่กินเหล้าโรงกันเพียว ๆ พอเมาแล้วหาเรื่องกันเอง
จากการค้นข้อมูลทางด้านการแพทย์ในอินเตอร์เน็ท พบว่าการดื่มไวน์มีคุณมากกว่าการดื่มเบียร์หลายอย่าง คอเบียร์ทั้งหลายได้อ่านแล้วอาจเปลี่ยนมาดื่มไวน์ผลไม้ไทยแทนก็ได้
มีการวิจัยเรื่องนี้อย่างละเอียดในหลายประเทศ วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง
ส่วนท่านที่พบว่าไวน์มีประโยชน์นอกเหนือจากข้อมูลเหล่านี้ ขอได้โปรดเล่าสู่กันฟังบ้าง เพราะศาสตร์แห่งไวน์นี้มันกว้าง ลึก เกินกว่าที่ใคร ๆ จะเรียนรู้ได้จบ.

*************************

องอาจ วังซ้าย ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ บางกะปิ กทม.


๐๔.๔๔ นาฬิกา วันจันทร์

สมเด็จย่า เคยเสด็จช่างกลปทุมวัน


ขณะที่ผมเรียนที่โรงเรียนช่างกลปทุมวัน จำได้แม่นว่าสมเด็จย่าได้เสด็จมาที่โรงเรียน

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมานักเรียนทั้งหมดต้องเตรียมตัวกันคึกคัก

ขณะนั้นไม่มีห้องประชุม ก็จัดที่โรงอาหาร ตกแต่งสวยงาม สมพระเกียรติ

ยังความปลื้มปีติมาสู่ครู และนักเรียนทุกคน

*******************************************
ในโอกาสอันพิเศษสุดในวันที่ 1 สิงหาคม 2550 นี้ ผมขอให้พี่น้องทุกคน มีความเจริญ มั่นคง ก้าวหน้า ในอาชีพการงาน

ว่าง ๆ ก็แวะไปดูสถานที่เรียนดั้งเดิมบ้าง

เท่าที่ดูจากกูเกิ้ลเอิร์ธ โรงอาหารเก่ายังอยู่ ติดคลองแสนแสบ แต่อาคารเก่าอื่น ๆ เปลี่ยนไปมาก

โรงฝึกแผนกช่างยนต์เดิมหายไปนานแล้ว มีอาคารขนาดใหญ่โตมาแทนที่

เข้าไปหลายครั้งก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ช่างกลปทุมวันเป็นโรงเรียนที่สามารถเรียกได้ว่า "เป็นซุปเปอร์ช่างกล" มีความโดดเด่นเป็นที่สุด

เมื่อจบไปทำงานพวกพี่น้องทั้งหลายได้สร้างชื่อเสียงไว้อย่างเกรียงไกร ในสาขาช่างทั้งหลายเราเป็นนับเบอร์วัน

ขอให้น้อง ๆ ทั้งหลายที่กำลังศึกษาอยู่ตั้งใจหาความรู้

1 ส.ค. 2550

แลนด์โรเวอร์แจกโชคใหญ่ “ฟรีแลนเดอร์ ทีดี 4”


แลนด์โรเวอร์แจกโชคใหญ่ “ฟรีแลนเดอร์ ทีดี 4”

ในภาพ นายทนงศักดิ์ โผกรุด (ที่ 7 จากซ้าย) รองประธานฝ่ายขาย และนางจิราวัฒน์ ภุมรินทร์ (ขวาสุด) ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แลนด์โรเวอร์ ไทยแลนด์ มอบสุดยอดคอมแพ็คเอสยูวี “ฟรีแลนเดอร์ ทีดี 4 เอชเอสอี” เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล สุดประหยัดน้ำมัน มูลค่า 2.49 ล้านบาทแก่นางสาวกานดา ธีรประทีป (ที่ 7 จากขวา) ผู้โชคดีจากรายการชิงโชคฟรีแลนเดอร์สำหรับผู้ที่ซื้อฟรีแลนเดอร์ ทีดี 4 เอชเอสอี 20 คนแรกภายในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2007 และที่โชว์รูม แลนด์โรเวอร์ โดยนายพลพล พลกองเส็ง (ที่ 4 จากขวา) นักร้องชื่อดัง ซึ่งเป็นลูกค้ารายที่ 20 มาร่วมลุ้นรางวัลด้วย

ฮอนด้า ซีอาร์-วี 2.0 ขับล้อหน้าลุย แดนอีสาน ประหยัดน้ำมันจริง ๆ








เฉียดสองพันกิโลเมตรไปนิดเดียว จากการเดินทางไปสกลนคร นครพนม มุกดาหาร ผ่านขอนแก่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม โคราช เป็นวงกลม ด้วยความเร็วเฉลี่ย 100-120 กม./ชม. ผู้โดยสาร 4 คน พร้อมสัมภาระกว่าร้อยกิโลกรัม สรุปได้ว่าซีอาร์-วี รุ่นขับ 2 ล้อหน้า เครื่อง 2000 ซีซี เดินทางได้ประหยัด 12 กม./ลืตร สบาย ๆ

มีพื้นที่ใช้สอยกว้าง อุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้สะดวก

ขับกัน 3 คนผลัด ขากลับแวะทานมื้อกลางวันที่ท่าเรือมุกดาหาร ชมวิวสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ใหม่เอี่ยม มีปลาบึกต้มยำน้ำไส แสนร่อย เล่นเอาพุงกางกันทั่วหน้า

สำหรับ นิสสัน นาวารา 4WD นั้นบึกบึน 6 เกียร์ต้องทำความคุ้นเคยกันบ้าง ช่วงล่างนุ่มนวล เอาใจผู้ชื่นชอบท่องเที่ยวแบบไม่มีเมื่อย 2000 รอบ/นาที เกียร์ 6 อยู่ที่ 100 กว่ากม./ชม. นิด ๆ หากต้องการให้จิบ ๆ ก็ย่อมทำได้ แต่รถ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ไม่ได้สร้างมาเพื่อการนี้ ความปราดเปรียวคือคำตอบ สามารถไปทุกที่คือเหตุผลที่ผู้ใช้เลือก

หากเข้าใจในตัวนาวารา ทุกอย่างแฮปปี้แน่นอน

******************************************
รถทดสอบทั้ง 2 คัน ได้ส่งคืนไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวานนี้(31 ก.ค. 2550)

สำหรับอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของ ซีอาร์-วี 2.0 ขับ 2 ล้อ หน้า รุ่นนี้ในเมืองช่วงวันหยุดอย่างวานนี้อยู่ที่ 9.3 กม./ลิตร ครับ

เชฟโรเลต ออพตร้า ได้รับเลือกจากตำรวจท่องเที่ยวอีกครั้ง


เชฟโรเลต ออพตร้า ได้รับเลือกจากตำรวจท่องเที่ยวอีกครั้ง
ตอกย้ำสมรรถนะยานยนต์สำหรับงานด้านความปลอดภัย

กรุงเทพฯ – บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับความไว้วางใจจากตำรวจท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยเลือก เชฟโรเลต ออพตร้า เป็นพาหนะปฏิบัติงานตรวจการรักษาความปลอดภัย รวมแล้วกว่า 100 คัน ทั่วประเทศ

มร.ดีน รูเบ็น ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งมอบรถยนต์เชฟโรเลต ออพตร้า รุ่น 1.6 LT แก่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งงานสายตรวจที่ต้องดูแลความปลอดภัยและบริการความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ในปัจจุบัน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ให้ความไว้วางใจในการเลือกใช้รถยนต์ เชฟโรเลต ออพตร้า รวมแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 100 คัน เพื่อใช้เป็นรถยนต์สายตรวจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวมั่นใจในคุณภาพ และบริการหลังการขายของเครือข่ายศูนย์บริการเชฟโรเลตที่อยู่ถึง 103 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เชฟโรเลต ยังได้จัดอบรมเป็นพิเศษแก่คณะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาร่วมงาน โดยเน้นสมรรถนะของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการใช้งานและการดูแลรักษารถเชฟโรเลต ออพตร้า อย่างถูกวิธี ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับสัญญาณไฟ วิทยุสื่อสาร อุปกรณ์ติดตั้งพิเศษที่ได้มาตรฐานกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งยืดอายุการใช้งานของพาหนะและอุปกรณ์อีกด้วย

จากภาพ: มร.ดีน รูเบ็น (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งมอบรถยนต์เชฟโรเลต ออพตร้า รุ่น 1.6 LT ให้กับ พันตำรวจเอก ศุภพล อรุณสิทธิ์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองผู้บังคับการ (งานกิจการพิเศษ) กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานของตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งได้เลือกใช้รถยนต์เชฟโรเลตออพตร้ารวมแล้วกว่า 100 คันในการปฏิบัติงานทั่วประเทศ โดยมี ธวัชชัย จึงสงวนพรสุข (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการบริหาร ไทยเพรสทิจ เร้นท์ เอ คาร์ จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี เมื่อเร็ว ๆ นี้



31 กรกฏาคม 2550

ฟอร์ดสนับสนุน ททท. ร่วมกิจกรรม “อเมซิ่งคูปองเงินสด ลดทั่วไทย”



ฟอร์ดสนับสนุน ททท. ร่วมกิจกรรม “อเมซิ่งคูปองเงินสด ลดทั่วไทย”
ชวนลูกค้าส่งคูปองลุ้น “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” ฟรี

กรุงเทพฯ – ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนลูกค้าเที่ยวทั่วไทยพร้อมรับสิทธิและส่วนลดพิเศษในแคมเปญ “อเมซิ่งคูปองเงินสด ลดทั่วไทย” ก่อนลุ้นรับฟรี “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งสำหรับครอบครัว

นางสาวดวงกมล อิศรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยว่า “ฟอร์ดยินดีร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในกิจกรรม “อเมซิ่งคูปองเงินสด ลดทั่วไทย" เพราะนอกจากจะเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเมืองไทยขึ้นแล้ว กิจกรรมนี้ยังตรงกับ กลยุทธ์ของฟอร์ดที่จะทำ “ให้ทุกวันเป็นวันของคุณ” ช่วยให้ลูกค้าได้สนุกกับการเดินทางด้วยรถฟอร์ด ได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ประทับใจ สนุกสนาน รวมทั้งสิทธิพิเศษมากมายจากการเป็นลูกค้าของฟอร์ด”

ภายใต้กิจกรรมดังกล่าว ฟอร์ดจะจัดส่งคูปองเงินสดมูลค่าฉบับละ 50,000 บาท ให้กับสมาชิก ฟอร์ด แอคทีฟ ทุกท่าน หากลูกค้าฟอร์ดท่านใดที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ ฟอร์ด แอคทีฟ สามารถสมัครเพื่อขอรับคูปองเงินสดได้จนถึงวันที่ 31 กันยายน 2550 ได้ที่ call center 0-2686-5899 ต่างจังหวัด 1800 - 293 -333 (โทรฟรี) และเมื่อท่านซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ศูนย์บริการของฟอร์ดทุกสาขาทั่วประเทศมูลค่า 500 บาท ขึ้นไปจะได้รับ “อเมซิ่งคูปองเงินสด ลดทั่วไทย" ทันที

อเมซิ่งคูปองเงินสด ลดทั่วไทย สามารถใช้แทนเงินสดเมื่อเข้ารับบริการหรือซื้อ ณ โรงแรม ที่พัก สปา สนามกอล์ฟ บริการดำน้ำ สินค้าที่ระลึก สายการบิน รถเช่า และอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการตามรายชื่อที่ปรากฏในสมุดคู่มือซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพิมพ์แจก ระหว่าง 17 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2550 นี้



พิเศษ! ลูกค้าสามารถส่งชิ้นส่วนคูปองเพื่อลุ้นรับ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งสำหรับครอบครัวมูลค่า 999,000 บาทฟรี โดยสามารถส่งคูปองได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2550 และจะมีการประกาศชื่อผู้โชคดีในวันที่ 27 พฤศจิกายน ทางหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน สำหรับลูกค้าฟอร์ดสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2686-5899 ต่างจังหวัด 1800 - 293 -333 (โทรฟรี) สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 1672