16 พ.ย. 2550

เทคโนเซล (เฟรย์) เปิดตัวฟิล์มแบรนด์ลูม่าร์ (LLumar) ป้องกันอุบัติภัยซ้ำซ้อน








เทคโนเซล (เฟรย์) เปิดตัวแบรนด์ลูม่าร์ (LLumar) สำหรับสินค้ากลุ่มฟิล์มพิเศษสำหรับรถยนต์ เป็นแบรนด์ที่ 2 ต่อจากลามิน่า พร้อมทำตลาดอย่างจริงจัง ผ่านเครือข่ายลามิน่าฟิล์มเอ็กซ์คลูซีฟช็อปทั้ง 50 แห่ง หลังศูนย์การทดสอบรถยนต์เดก้าร์ให้การรับรองว่าช่วยลดอันตรายจากการชนได้จริง

นางสาวจันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มกรองแสงลามิน่าแต่เพียงรายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่านับตั้งแต่นี้ บริษัทจะทำตลาดสินค้าภายใต้แบรนด์ “ลูม่าร์” (LLumar) อย่างเป็นทางการ สำหรับกลุ่มสินค้าฟิล์มกลุ่มพิเศษ ที่จะทำตลาดแตกต่างจากฟิล์มกรองแสง
สำหรับการเปิดตัวแบรนด์ลูม่าร์ในครั้งนี้ จะทำการตลาดแยกจากแบรนด์ลามิน่าอย่างชัดเจน และจะทำให้สินค้าที่บริหารงานโดยบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ประกอบไปด้วยสินค้าในกลุ่มฟิล์มกรองแสงรถยนต์และฟิล์มอาคาร ภายใต้แบรนด์ลามิน่า ขณะที่ลูม่าร์จะเป็นสินค้ากลุ่มพิเศษ ได้แก่ ฟิล์มนิรภัยสำหรับรถยนต์และฟิล์มปกป้องสีรถที่ทำตลาดในปัจจุบัน
“ หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการทำตลาดฟิล์มกรองแสงภายใต้แบรนด์ลามิน่ามายาวนานกว่า 12 ปี ประกอบกับปีนี้เป็นปีที่โรงงานซีพีฟิล์มฉลองครบรอบ 52 ปี เราจึงมีความสนใจที่จะทำตลาดสินค้าในกลุ่มลูม่าร์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานเดียวกันกับฟิล์มกรองแสงลามิน่า แต่ลูม่าร์จะเป็นสินค้าในหมวดพิเศษเท่านั้น ”
ทั้งนี้ ทั้งลามิน่าและลูม่าร์ผลิตจากโรงงานซีพี ฟิล์มมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีการผลิตและจำหน่ายฟิล์มประเภทต่าง ๆ มากมาย ส่งออกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก จากการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการตลาด พบว่ามีความเหมาะสมที่จะทำตลาดสินค้าทั้ง 2 กลุ่มไปพร้อม ๆ กันในประเทศไทย ซึ่งเป็นลูกค้ายอดขายสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกของซีพีฟิล์ม
กรรมการผู้จัดการกล่าวต่อว่า แผนงานหลักในการทำตลาดลูม่าร์ จะเน้นไปที่การทำตลาดฟิล์มนิรภัยสำหรับรถยนต์อย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องของการต้องการความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทำการทดสอบและพบว่าฟิล์มลูม่าร์สามารถช่วยลดอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุได้จริง
ทั้งนี้ ศูนย์การทดสอบรถยนต์เดก้าร์ หรือ DEKRA Automobil Test Center ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอิสระในการทดสอบรถยนต์ในกรุงเคล็ทท์วิทซ์ ประเทศเยอรมนี ได้ทำการทดสอบเพื่อแสดงให้เห็นถึงการทำงานของฟิล์มในเหตุการณ์การชนกันทางด้านข้าง เปรียบเทียบระหว่างกระจกที่ไม่ได้ติดฟิล์มและกระจกที่ติดฟิล์มลูม่าร์หนา 175 ไมครอน
ผลการทดลองกับกรอบประตูของรถยนต์ออดี้ 80 ที่ความเร็วในการทดสอบ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่ากระจกที่ไม่ได้ติดฟิล์มแตกกระจายและปลิวเข้าสู่หน้าและร่างกายของคนขับ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายอย่างมาก ในขณะที่กระจกด้านที่ติดฟิล์มนิรภัยลูม่าร์ ถูกยึดไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถลดอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี
“ที่ผ่านมา ตลาดฟิล์มนิรภัยรถยนต์จะทำตลาดกันที่กลุ่มลูกค้าที่ระวังในเรื่องการทุบรถแล้วขโมยของเท่านั้น ทั้งๆ ที่ฟิล์มนิรภัยมีประโยชน์อย่างมากในการลดอันตรายจากอุบัติเหตุ จากความก้าวหน้าของการวิจัยชี้ให้เห็นถึงผลการชนทางด้านข้าง ซึ่งบ่อยครั้งมีอันตรายต่อชีวิตผู้โดยสารมากกว่าทางด้านหน้า ดังนั้นการป้องกันของฟิล์ม LLumar จะมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มความปลอดภัยของผู้โดยสาร เมื่อมีผลการทดสอบที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง เรื่องความปลอดภัย บริษัทฯ ก็เลยตัดสินใจกลับมาทำตลาดอย่างจริงจัง”
ยังมีรายงานเพิ่มเติมจากองค์การอนามัยโลก ที่คาดการณ์ว่าอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน จะเป็นสาเหตุการบาดเจ็บและเสียชีวิตมากเป็นอันดับสามภายในปี 2020 และการศึกษายังชี้ให้เห็นอีกว่าผลการชนกันทางด้านข้าง ทำให้มีการเสียชีวิตและการบาดเจ็บมากกว่าการชนทางด้านหน้า ซึ่งลูม่าร์จะสามารถเข้ามาช่วยลดความรุนแรงในการเกิดอุบัติเหตุเหล่านี้ได้
คุณสมบัติของฟิล์มนิรภัยลูม่าร์นั้นไม่เพียงแค่ป้องกันผู้โดยสารจากกระจกและเศษที่ปลิวจากอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบถุงลมนิรภัยข้าง โดยช่วยรักษาถุงลมไม่ให้หลุดออกไปภายนอกผ่านกระจกที่แตกกระจาย และยังช่วยป้องกันผู้โดยสารไม่ให้กระเด็นออกนอกตัวรถผ่านทางกระจกที่แตก อันเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในอุบัติเหตุ และยังช่วยลดความร้อน, ป้องกันรังสี UV เข้ามาสู่ภายในห้องโดยสารอีกด้วย
นางสาวจันทร์นภากล่าวต่อว่า การทำตลาดสินค้าในกลุ่มลูม่าร์นั้น จะผ่านเครือข่ายลามิน่าฟิล์ม เอ็กซ์คลูซีฟ ช็อปทั้ง 50 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น เนื่องจากเป็นฟิล์มพิเศษที่ต้องใช้อุปกรณ์และช่างผู้ชำนาญงาน ที่ได้รับการฝึกอบรมจากบริษัทเท่านั้นในการติดตั้ง ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการนำเข้าอุปกรณ์และเตรียมความพร้อมของช่างทั้งหมด
ทั้งนี้บริษัทคาดการณ์ว่าสินค้าในกลุ่มลูม่าร์จะได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี และน่าจะมีสัดส่วนการจำหน่ายของบริษัทไม่น้อยกว่า 10% ในปีหน้า ซึ่งราคาจำหน่ายพร้อมติดตั้งของฟิล์มนิรภัยต่อคันจะเริ่มที่คันละประมาณ 14,000 บาทเป็นต้นไป ขณะที่ฟิล์มปกป้องสีรถนั้น ก็คาดว่าจะมีความพร้อมในการรุกตลาดอย่างจริงจังในปีหน้าเช่นกัน และในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปครั้งนี้ ลามิน่าและลูม่าร์ ได้ยกทัพสินค้าและเทคโนโลยีเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสงและฟิล์มกลุ่มพิเศษ มาร่วมจัดแสดงบนพื้นที่ 156 ตารางเมตร บู๊ธหมายเลข K02 ในฮอลล์อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ อาคารชาเลนเจอร์ 3 ซึ่งคาดว่าผู้เข้าชมงานจะให้ความสนใจอย่างมากเช่นเดิม

แลนด์ โรเวอร์ ไพรเวทเดย์ 23 – 25 พฤศจิกายน 2550 นี้ ที่ มอเตอร์สปอร์ตแลนด์



แลนด์โรเวอร์ จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี “แลนด์ โรเวอร์ ไพรเวทเดย์”

แลนด์โรเวอร์ ยนตรกรรมเอสยูวีระดับพรีเมี่ยม จัดงาน “แลนด์โรเวอร์ ไพรเวทเดย์” มอบข้อเสนอและแคมเปญพิเศษสุด สำหรับผู้สนใจอยากเป็นเจ้าของรถยนต์แลนด์โรเวอร์รุ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 23 – 25 พฤศจิกายน 2550 นี้ ที่ มอเตอร์สปอร์ตแลนด์ เยื้องเซ็นทรัลลาดพร้าว (แดนเนรมิตรเก่า)

จิราวัฒน์ ภุมรินทร์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แลนด์โรเวอร์ ไทยแลนด์ กล่าวว่า “เราจัด “แลนด์โรเวอร์ ไพรเวทเดย์” ขึ้นซึ่งเป็นกิจกรรมครั้งใหญ่ของแลนด์โรเวอร์ก่อนสิ้นปี โดยเรามอบข้อเสนอพิเศษสุดๆ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อยานยนต์แลนด์โรเวอร์ทุกรุ่น ทุกแบบ เริ่มจาก ฟรีแลนเดอร์ รุ่นปัจจุบัน จำหน่ายในราคาพิเศษเฉพาะในงานนี้ มีเพียง 10 คันเท่านั้น สำหรับดิสคัฟเวอรี่และเรนจ์โรเวอร์สปอร์ต รุ่นดีเซล TDV6 เรามอบโปรแกรมผ่อนชำระที่จัดสรรตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนั้น หากลูกค้าสนใจจะนำรถยนต์คันปัจจุบันมาเทรดอิน เราจะให้ราคารถคันเดิมสูงสุดถึง 1 ล้านบาท เมื่อนำมาเปลี่ยนเป็น ดิสคัฟเวอรี่ 3 V8 HSE, เรนจ์โรเวอร์สปอร์ต V8 HSE และเรนจ์โรเวอร์ V8 HSE และในงานนี้เรายังจัดให้มีการทดสอบยานยนต์แลนด์โรเวอร์ด้วย”

ข้อเสนอและแคมเปญพิเศษใน “แลนด์โรเวอร์ ไพรเวทเดย์” มีรายละเอียดดังนี้
• ฟรีแลนเดอร์ TD4 คอมแพ็คเอสยูวี เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล ประหยัดน้ำมัน 16.5 กม.ต่อลิตร รถใหม่ราคาพิเศษเพียง 1.89 ล้านบาท จากราคาปกติ 2.49 ล้านบาท นำมาจำหน่ายเพียง 10 คันเท่านั้น
• โปรแกรมผ่อนชำระสบาย ๆ สำหรับ ดิสคัฟเวอรี่ 3 และเรนจ์โรเวอร์สปอร์ต เครื่องยนต์ดีเซล TDV6 ดาวน์ต่ำเพียง 15% หรือผ่อนนาน 60 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.25%
• จองเรนจ์โรเวอร์ วี8 ยนตรกรรมระดับโลก รับฟรี นาฬิกาข้อมือ Corum รุ่น $ 20 Coin สุดหรูหรา มูลค่า 877,000 บาท
• เทรดอิน รถยนต์ทุกรุ่น ทุกแบบ โดยให้ราคารถคันเดิมสูงสุดถึง 1 ล้านบาท เมื่อนำมาเปลี่ยนเป็น ดิสคัฟเวอรี่ 3 V8 HSE, เรนจ์โรเวอร์สปอร์ต V8 HSE และเรนจ์โรเวอร์ V8 HSE

นอกจากนั้น ยังมีการจำหน่ายรถผู้บริหารคุณภาพเยี่ยมในราคาพิเศษ ทั้ง ดิสคัฟเวอรี่ 3 V8 HSE และเรนจ์โรเวอร์สปอร์ต รุ่นเครื่องยนต์ SC, V8 HSE และ TVD6 ในราคา 3.5 – 4.5 ล้านบาท

ผู้ที่ชื่นชอบและสะสมคอลเล็คชั่นจากแบรนด์แลนด์โรเวอร์ ยังมีโอกาสได้ซื้อสินค้าที่ระลึก “แลนด์โรเวอร์เกียร์” ในราคาพิเศษ ลดถึง 50% ทั้งเสื้อยืด เสื้อเชิร์ต แจ็คเก็ต รถจำลอง ร่ม มีดพับอเนกประสงค์ แว่นตา กระเป๋า เต็นท์แคมป์ ฯลฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Land Rover Call Center โทร. 085 3095498 หรือ www.landrover.co.th

9 พ.ย. 2550

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ร่วมใจปลูกป่า


มอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ร่วมใจปลูกป่าในโอกาส
เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่

กรุงเทพมหานคร -- บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ร่วมกับ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมปลูกป่าภายใต้สโลแกน Together we can make a difference โดยมีผู้บริหารและพนักงานทั้งสองบริษัทร่วมปลูกต้นไม้ บริเวณภายในพื้นที่สวนสาธารณะศรีนครเขื่อนขันธ์ อำเภอบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องในโอกาสเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มีความสมบูรณ์อย่างยั่งยืน
มร. โวลฟ์กัง ฮุบเพ็นบาวเออร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การที่เราเลือกกิจกรรมปลูกป่าเพราะว่าเป็นการสะท้อนถึงการเจริญเติบโตของธุรกิจภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ นอกจากนี้ยังถือเป็นการช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อนด้วยการปลูกป่าทดแทนอีกด้วย”
สำหรับการปลูกป่าครั้งนี้เป็นกิจกรรมร่วมกันของบริษัทในเครือเดมเลอร์ เอจี ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย อันได้แก่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ซึ่งนำโดยผู้บริหารร่วมกับพนักงานทั้งหมดของทั้งสองบริษัทพร้อมใจกันปลูกป่าไม้ยืนต้นเป็นจำนวนทั้งสิ้นรวม 2007 ต้น ประกอบด้วยพรรณไม้ต่างๆ 18 สายพันธุ์บนเนื้อที่ขนาด 5 ไร่ โดยได้ตั้งชื่อพื้นที่ดังกล่าวว่า “Mercedes-Benz Forest”
“สิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมชาติมีความสำคัญมากต่อทุกชีวิต การร่วมมือกันเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์ ต่อทั้งชุมชน และโลกของเราในอนาคต” มร.ฮุบเพ็นบาวเออร์ กล่าวเสริม
อนึ่งในการปลูกป่าครั้งนี้ ทางคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคนยังถือเป็นการทำดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 ปี นอกจากนี้ ยังพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีอีกด้วย

www.mercedes-benz.co.th

6 พ.ย. 2550

รถยนต์วอลโว่พลังไบโอเอทานอล แชมป์ ‘เอสทีซีซี’ ที่สวีเดน



รถยนต์วอลโว่พลังไบโอเอทานอล
คว้าเหรียญเงินในการแข่งขัน ‘เอสทีซีซี’ ที่สวีเดน


ชาวสวีเดนกว่า 24,450 คนมารวมตัวกันในช่วงต้นเดือนตุลาคม เพื่อชมรอบสุดท้ายของการแข่งขัน สวีดิช ทัวริ่ง คาร์ แชมเปี้ยนชิพ (เอสทีซีซี) ที่แมนทอร์พ พาร์ค ซึ่งในที่สุด รถยนต์วอลโว่ S60 พลังเอทานอล E85 ซึ่งโรเบิร์ต ดาห์ลเกรนเป็นผู้ขับ ก็คว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันตลอดทัวนาเมนต์

ในการแข่งขันเอสทีซีซีรอบสุดท้ายเพื่อช่วงชิงเหรียญเงิน โรเบิร์ต ดาห์ลเกรนคว้าชัยชนะได้จากรถยนต์วอลโว่ S60 พลังเอทานอลคันงามของเขา ทั้งนี้แม้ว่า ทั้งโรเบิร์ต รวมถึงคู่ท้าชิงอย่างริชาร์ด โกรันส์สัน จากทีมบีเอ็มดับเบิ้ลยูจะขับรถหลุดออกจากสนามไปในโค้งแรกจนไม่สามารถทำการแข่งขันต่อได้ แต่คะแนนสะสมที่โรเบิร์ตมีอยู่ถึง 51 คะแนนก็ช่วยให้เขาคว้าชัยชนะเป็นอันดับที่ 2 ได้ในที่สุด

การแข่งขันสวีดิช ทัวริ่ง คาร์ แชมเปี้ยนชิพ (STCC) นับได้ว่าเป็นรายการแข่งขันรายการแรกของโลกสำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ E85 หรือเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันไบโอเอทานอลที่มีส่วนผสมของเอทานอล 85% ซึ่งตรงกับปรัชญาหลักในการรักษาสิ่งแวดล้อมของวอลโว่ ในการแข่งขันรอบแรกของปี 2550 โรเบิร์ต ดาห์ลเกรน จากทีมโพลสตาร์ เรซิ่ง ซึ่งเป็นทีมรถยนต์ที่วอลโว่ส่งลงแข่งขันในรายการเอสทีซีซีอย่างเป็นทางการ ได้จารึกชื่อทีมลงในประวัติศาสตร์การแข่งขันว่า เป็นผู้ชนะการแข่งขันรายแรกที่ใช้รถยนต์พลังไบโอเอทานอล และในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ต่อมาเท่านั้น ทีมวอลโว่ก็คว้าชัยชนะได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโรเบิร์ต กล่าวไว้หลังได้รับชัยชนะว่า “เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือชัยชนะเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”

นอกจากชัยชนะทั้ง 2 ครั้ง รถยนต์พลังไบโอเอทานอลในทีมโพลสตาร์ เรซิ่งของวอลโว่ก็คว้าชัยชนะได้อีกครั้ง โดยวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 เอาชนะคู่แข่งขันจากทีมบีเอ็มดับเบิ้ลยู และออดี้ ในการแข่งขันเอสทีซีซีรอบที่ 9 ที่ริง นุตส์ทอร์พ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ด้วยปรัชญาหลักของวอลโว่ที่มีความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัท วอลโว่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในการรักษาสิ่งแวดล้อม ในประเทศสวีเดน การแข่งขันเอสทีซีซีถือได้ว่าเป็นโอกาสอันมีค่าสำหรับวอลโว่ ที่จะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนายานยนต์เพื่อคว้าชัยชนะในการแข่งขัน รวมทั้งมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น

“ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายแรกๆ ที่ผลิตยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ E85 วอลโว่ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลก ที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันด้วยรถยนต์พลังงานเอทานอล การได้เหรียญเงินในการแข่งขันเอสทีซีซีในปีนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า การลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมของเรานั้นสัมฤทธิ์ผล” มร.พอล สโตคส์ ประธานบริหาร บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว “ทั้งนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะบอกกับลูกค้าชาวไทยทุกคนว่า ขอให้ทุกเตรียมตัวพบกับโรเบิร์ต ดาห์ลเกรน และรถแข่งของเขาได้ในงานมอเตอร์ เอกซ์โป ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้”

ในการแข่งขันเอสทีซีซี วอลโว่ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งจากทีมบีเอ็มดับเบิ้ลยู เมอร์เซเดส เบนซ์ และออดี้ ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนพัฒนารถยนต์แต่ละรุ่นเพื่อการจำหน่ายในตลาดโลก ทว่าวอลโว่กลับเลือกทำในสิ่งที่แตกต่างด้วยการพัฒนารถยนต์วอลโว่ S60 จำนวน 4 คันเป็นพิเศษสำหรับให้ทีมโพลสตาร์ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้โดยเฉพาะ

ทั้งนี้ การบุกเบิกการพัฒนาพลังงานเอทานอลของวอลโว่ ช่วยกระตุ้นให้ทีมโพลสตาร์เข้ามาทำงานร่วมกับหน่วยวิจัยและพัฒนาของวอลโว่ คาร์ คอร์ปอเรชั่นมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ คริสเตียน ดาห์ล ผู้จัดการทีมได้ให้ความเห็นว่า “เราต้องการเป็นทีมแข่งในรายการเอสทีซีซีที่ก้าวไปไกลที่สุดในเรื่องของเทคโนโลยี การบุกเบิกเรื่องพลังงานเอทานอลของวอลโว่ช่วยให้เราเชี่ยวชาญเรื่องเทคนิคต่างๆ สำหรับการแข่งขันมากขึ้น ทั้งยังสามารถแบ่งปันความรู้ที่เรามีให้กับผู้จัดได้ด้วย ซึ่งเรามุ่งหวังว่า รายการแข่งขันเอสทีซีซีน่าจะพัฒนาไปเป็นรายการแข่งขันสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ต่อไปในอนาคต”

ขณะเดียวกัน การแข่งขันรายการอื่นๆ โดยเฉพาะเวิลด์ ทัวริ่ง คาร์ แชมเปี้ยนชิพ (ดับเบิ้ลยูทีซีซี) ก็ควรปรับมาเป็นการแข่งขันที่ใช้พลังงานทดแทนเช่นกัน ซึ่งตอนนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เอฟไอเอ ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลการแข่งขันรถยนต์ระหว่างประเทศ เพิ่งจะประกาศให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำรถยนต์พลังเอทานอลเข้าร่วมแข่งขันในรายการดับเบิ้ลยูทีซีซีได้ในปี 2551

อเล็กซานเดอร์ มูร์เซฟสกี เชด์วิน จากวอลโว่ คาร์ สวีเดนซึ่งเป็นผู้ดูแลการเข้าร่วมแข่งขันของทีมวอลโว่ในรายการเอสทีซีซีมาตั้งแต่ปี 2543 เท้าความไปถึงการที่วอลโว่เริ่มต้นใช้คะตาไลติคคอนเวอร์เตอร์เป็นรายแรกในการแข่งขันบริติช ทัวริ่ง คาร์ แชมเปี้ยนชิพ แล้วในปีถัดมา การใช้คะตาไลติคคอนเวอร์เตอร์ จะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับผู้เข้าแข่งขันทุกทีม ก่อนจะกล่าวว่า “สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้คือ การยกประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นมาพูดถึงในการแข่งขัน เพื่อให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมในการแข่งขันเรซซิ่งรายการต่างๆ เหมือนกับที่เรื่องความปลอดภัยได้กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการผลิตและออกแบบรถยนต์ในทศวรรษที่ผ่านมา”

จากความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า สู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรางวัลที่ได้รับ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ มาในตอนนี้วอลโว่ได้เพิ่มประเด็นเรื่องความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมเข้ามาอีกเรื่องหนึ่ง

“ในเมื่อเราเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ คงไม่มีทางไหนที่จะดีไปกว่าการได้นำเสนอรถยนต์ออกมาในหนทางที่น่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์ต่อโลกมากขึ้นเท่ากับวิธีนี้” อเล็กซานเดอร์ กล่าวต่อ

การแข่งขันรายการเอสทีซีซีนับได้ว่า เป็นรายการกีฬาที่มีผู้ชมเข้าชมมากเป็นอันดับที่ 3 ในสวีเดน โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 12,000 คนในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดชาวสวีเดนมักจะหอบลูกจูงหลานไปปิกนิก ดูการแข่งขัน และทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกัน จนในตอนนี้ วอลโว่ คาร์ สวีเดนได้กลายเป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมพิเศษๆ ภายในการแข่งขันรายการนี้ไปแล้ว ซึ่งอเล็กซานเดอร์กล่าวว่า “ในแต่ละฤดูการแข่งขัน เราได้ต้อนรับผู้เข้าชมที่มาร่วมกิจกรรมพิเศษกับเราอย่างใกล้ชิดกว่า 10,000 คน ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ล้วนเป็นคนที่หลงใหลในรถยนต์ เราจึงถือว่าทุกคนมีความสำคัญในฐานะลูกค้าที่มีค่าที่สุดของวอลโว่”

วอลโว่เป็นผู้นำในด้านพลังงานทดแทน และมีรถยนต์ที่ใช้พลังงานไบโอเอทานอลมากมายให้เลือกตั้งแต่ เอทานอล E10 ไปจนถึง E85

ข้อมูลเพิ่มเติม
วอลโว่ใช้รถยนต์ “วอลโว่ S60” เครื่องยนต์ 5 สูบแถวเรียง ขนาด 2 ลิตร ซึ่งใช้น้ำมันไบโอเอทานอล E85 ให้พลังงาน 265 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที ในการแข่งขันเอสทีซีซี
โรเบิร์ต ดาห์ลเกรน ผู้เคยคว้าชัยชนะในรายการแข่งขันบริติช ฟอร์มูล่า ฟอร์ด แชมเปี้ยนชิพในปี 2544 และ อเล็กซานเดอร์ สต็อกเคนเฟลท์ ซึ่งเคยคว้าแชมป์ในรายการสวีดิช แอนด์ สแกนดิเนเวียน โก-คาร์ทติ้ง แชมเปี้ยนชิพ เป็นผู้ขับขี่
ทีมโพลสตาร์ เรซซิ่ง ก่อตั้งขึ้นที่เมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน โดยมีทีมงานมากกว่า 40 ชีวิตทำงานร่วมกันทั้งการดูแลการเข้าร่วมการแข่งขัน และการจัดกิจกรรมพิเศษอื่นๆ

ฟอร์ดส่ง โฟกัส TDCi บุกตลาดเก๋งคอมแพค





ฟอร์ดส่ง โฟกัส TDCi บุกตลาดเก๋งคอมแพค
ชูสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลแรง และประหยัดน้ำมันเหนือใคร

ครั้งแรกในไทยที่ลูกค้าจะได้สัมผัสกับความเร้าใจของรถคอมแพคเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล
“มิกโก เฮอร์โวเนน” นักแข่งดาวรุ่งจากเวิลด์แรลลี่แชมเปียนชิพบินตรงโชว์สุดยอดสมรรถนะฟอร์ด โฟกัสในไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 6 พฤศจิกายน 2550 -- ฟอร์ดเปิดตัวรถคอมแพคตระกูลโฟกัสครบไลน์ เพิ่ม “ฟอร์ด โฟกัส TDCi” รถคอมแพคเครื่องยนต์ดูราทอร์ค เทอร์โบ ดีเซล คอมมอลเรล รุ่นแรกของประเทศไทย
ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ คอมมอนเรลไดเร็กอินเจ็คชั่น (TDCi) 2.0 ลิตร รุ่นล่าสุดที่ทรงพลัง ตอบสนองได้ทันใจในทุกการขับขี่ สร้างความเร้าใจในทุกเส้นทาง และประหยัดน้ำมันเหนือใครด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 5.6 ลิตรต่อ100 ก.ม. หรือ 17.86 ก.ม.ต่อ ลิตร

“ฟอร์ด โฟกัส TDCi คือสุดยอดยนตกรรมคอมแพคทรงพลังแห่งยุค ที่ฟอร์ดภูมิใจนำเสนอในฐานะยานยนต์รุ่นล่าสุดในตระกูลฟอร์ด โฟกัส” นายสาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว “และนี่คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดที่จะนำเสนอรถยนต์ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองเป็นเลิศ ปลอดภัย คุ้มค่าเกินราคา”

ในการเปิดตัวฟอร์ด โฟกัส TDCi ได้แสดงให้เห็นถึงขุมพลังมหาศาลของเครื่องยนต์ดูราทอร์ค เทอร์โบ ดีเซล คอมมอลเรล รุ่นล่าสุด โดยฟอร์ดได้เชิญสุดยอดนักแข่งมืออาชีพจากการแข่งขันเวิลด์แรลลี่แชมเปียนชิพ (WRC) “มิกโก เฮอร์โวเนน” มาแสดงการขับสาธิตให้เห็นถึงสุดยอดสมรรถนะของฟอร์ด โฟกัสใหม่ ให้ชมอย่างเต็มอิ่ม มิกโกเป็นหนึ่งในนักแข่งหลักของทีม บีพี-ฟอร์ด และเพิ่งจะคว้าชัยชนะในการแข่งขันแรลลี่ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

“แม้ว่าตามปกติแล้วในการแข่งขัน WRC ผมขับฟอร์ด โฟกัสที่มีการปรับแต่งเพื่อการแข่งแรลลี่โดยเฉพาะ แต่หลังจากที่ได้ทดลองขับฟอร์ด โฟกัส TDCi ใหม่ แล้ว ทำให้สัมผัสได้ถึง สมรรถนะอันยอดเยี่ยม การตอบสนองรวดเร็วทันใจ ขับสนุกไม่แพ้รถที่มีการปรับแต่งพิเศษ ซึ่งน่าจะถูกใจกลุ่มผู้รักรถที่มีสมรรถนะสูง” มิกโกกล่าว

เครื่องยนต์ดูราทอร์ค TDCi - ทรงพลังเหนือใคร ประหยัดน้ำมันเหนือกว่า
เครื่องยนต์ ดูราทอร์ค เทอร์โบ ดีเซล คอมมอลเรล TDCi เทคโนโลยีล้ำยุคของฟอร์ด ให้พลังเหนือใคร ด้วยแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ต่ำเพียง 2,000 รอบต่อนาทีเท่านั้น และให้พลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องยนต์ดูราทอร์ค เทอร์โบ ดีเซล คอมมอลเรล รุ่นนี้ให้พลังอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงความเร็วของเครื่องยนต์ ฟอร์ด โฟกัส TDCi ใหม่จึงให้อัตราเร่งและตอบสนองได้ดีเยี่ยมตั้งแต่รอบต่ำทำให้ผู้ขับขี่สนุกสนานกับสมรรถนะที่เร้าใจ ทั้งยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด

เครื่องยนต์ TDCi ติดตั้งเทคโนโลยีระบบเทอร์โบแปรผัน หรือ Variable Nozzle Turbo (VNT) ที่ถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้าช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สิ้นเปลืองน้ำมันน้อยลง ทั้งยังให้พลังและแรงบิดสูง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเครื่องยนต์ จะทำงานประสานกับเซ็นเซอร์ต่างๆ ทั้ง ระบบเกียร์ และระบบบังคับเลี้ยว เพื่อประมวลข้อมูลและควบคุมระบบการเผาไหม้ ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ทำงานเรียบ ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล

นอกจากนี้ เครื่องยนต์ดูราทอร์ค เทอร์โบ ดีเซล คอมมอลเรล ได้ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมอันทันสมัยและใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนที่เป็นข้อด้อยในเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นก่อนๆ ขณะเดียวกันก็ยังทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบ และเงียบยิ่งขึ้น

ขับขี่เหนือชั้น ประทับใจทุกการขับขี่
ฟอร์ด โฟกัสมีชื่อเสียงมานานในเรื่องคุณภาพการขับขี่ที่เหนือระดับ ฟอร์ด โฟกัสใหม่ยังคงรักษาความโดดเด่นข้อนี้ โดยที่ฟอร์ด โฟกัส TDCi มีการทรงตัวและเกาะถนนเป็นเยี่ยม บังคับได้อย่างแม่นยำในทุกสภาพการขับขี่ ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Control Blade Independent ช่วยให้ทรงตัวดี ลดแรงเหวี่ยงทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ทำให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น แชสซีซึ่งถูกออกแบบให้สามารถลดการสั่นสะเทือนขณะรถวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมได้อย่างมั่นใจ ทำให้นั่งสบายในทุกสภาพการขับขี่แม้บนสภาพถนนขรุขระมาก

“คุณจะรู้สึกได้ถึงคุณภาพของฟอร์ด โฟกัส TDCi ใหม่ ทันทีที่ได้สัมผัส จากระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา อัตราทดชิด 6 สปีด "Durashift" ที่ถ่ายทอดกำลังอันมหาศาลของเครื่องยนต์สู่พื้นถนนได้อย่างนุ่มนวล ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง ทำให้เร่งแซงได้อย่างมั่นใจ ช่วยในด้านความประหยัดเชื้อเพลิงด้วยเกียร์ 6 เมื่อวิ่งความเร็วสูง ด้วยรอบต่ำ” นายสาโรชกล่าว

นอกเหนือจากสมรรถนะอันทรงพลังของฟอร์ด โฟกัสใหม่ ฟอร์ดยังได้ติดตั้งระบบและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ทั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรคอิเล็กโทรนิค EBD ระบบถุงลมนิรภัย และโครงสร้างตัวถังนิรภัย ที่ให้ความมั่นใจ ปลอดภัยในทุกเส้นทาง

ดีไซน์ใหม่ สไตล์สปอร์ต ทันสมัยกว่าเดิม
ฟอร์ด โฟกัสใหม่ปรับโฉมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้าใหม่สไตล์สปอร์ต และไฟตัดหมอกทรงกลมที่เพิ่มความดุดันมากยิ่งขั้น ติดตั้งไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างเพิ่มความทันสมัยและปลอดภัย แฝงความหรูหราสไตล์ยุโรปด้วยล้ออัลลอยลาย 5 ก้านขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร ให้บรรยากาศอบอุ่นเชิญชวนให้สัมผัสกับความสะดวกสบายรื่นรมย์ตลอดทุกการเดินทาง ด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรมาอย่างประณีต ตกแต่งอย่างทันสมัย เรียบหรูมีสไตล์ เบาะนั่งปรับด้วยระบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง โอบกระชับทุกสรีระของร่างกาย เพิ่มความสะดวกและให้ความสบายไม่ว่าจะเดินทางระยะใกล้หรือไกล แผงหน้าปัดทันสมัยถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นมาตรวัดต่างๆ และข้อมูลที่จำเป็นในการขับขี่ได้อย่างชัดเจน สะดวกที่สุด ฟอร์ด โฟกัสใหม่ มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แบบ dual zone ให้ความสะดวกสูงสุดแก่ผู้โดยสารแต่ละที่นั่งสามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ และยังมีช่องแอร์แยกอิสระให้ความเย็นฉ่ำตลอดการเดินทางสำหรับผู้โดยสารด้านหลังอีกด้วย (เฉพาะเครื่องยนต์เบนซินเท่านั้น)

ฟอร์ด โฟกัสใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน ขับสนุกทุกเส้นทาง
นอกจากฟอร์ด โฟกัส TDCi ใหม่ แล้ว ฟอร์ด ยังคงมีรุ่นเครื่องยนต์เบนซินให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร ในรุ่นฟิเนซ (Finesse) 1.8 ลิตร มีทั้งแบบ 4 และ 5 ประตู ส่วนในขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรมีรุ่นเกีย (Ghia) 4 ประตู และรุ่นสปอร์ต (Sport) 5 ประตู

เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตรให้พลังสูงสุด 125 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุด 165 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่วนในรุ่น 2.0 ลิตรให้พลังสูงสุด 145 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุด 185 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์เบนซินทุกรุ่นสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

.ในงานเปิดตัวฟอร์ด โฟกัส TDCi ใหม่ ฟอร์ดได้จัดกิจกรรมพิเศษร่วมกับเวอร์จินเรดิโอและเว็บไซต์ของฟอร์ด ให้ผู้ฟังและลูกค้าผู้โชคดีที่ตอบคำถามถูกได้มีโอกาสสัมผัสสุดยอดสมรรถนะของฟอร์ด โฟกัส TDCi ใหม่โดย มิกโก เฮอร์โวเนน สุดยอดนักแข่งมืออาชีพ เป็นผู้ขับ

# # #
ข้อมูลเกี่ยวกับฟอร์ด มอเตอร์ คอมปานี
ฟอร์ด มอเตอร์ คอมปานี เป็นผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน โดยเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำให้แก่ตลาดต่างๆ กว่า 200 แห่ง บริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้นประมาณ 260,000 คนและมีโรงงานประมาณ 100 แห่งทั่วโลก โดยเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำหลายแบรนด์ ได้แก่ ฟอร์ด, จากัวร์, แลนด์โรเวอร์, ลินคอล์น, มาสด้า, เมอร์คิวรี่ และ วอลโว่ รวมทั้งให้บริการสินเชื่อผ่านบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ เครดิต

ผู้ที่สนใจสามารถเรียกดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

MAZDA จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ "M Day"



ครั้งเดียวในรอบปี เที่ยวสงกรานต์สบายใจกับรายการ มาสด้า "M Day" ออกรถเดือนนี้ผ่อนหลังเมษาปีหน้า พร้อมรับฟรีค่าน้ำมัน
กรุงเทพ, ประเทศไทย – 6 พฤศจิกายน 2550 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ "M Day" เป็นปีที่สอง หลังจากประสบความสำเร็จท่วมท้นปีที่ผ่านมา รับข้อเสนอสุดคุ้มที่คุณไม่ควรพลาด ออกรถวันนี้รับฟรีค่าน้ำมัน เริ่มผ่อนหลังสงกรานต์ปีหน้าพร้อมกันทุกโชว์รูมทั้ง 87 แห่งทั่วประเทศ เฉพาะงานนี้งานเดียวเท่านั้น ทั้งรถยนต์นั่งสปอร์ตซีดานมาสด้า3 รถสปอร์ต ปิคอัพขับสนุก มาสด้า บีที-50 และรถสปอร์ตโรดสเตอร์ มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 ออกรถมาสด้าวันนี้เริ่มผ่อนหลังสงกรานต์ปีหน้า พร้อมรับบัตรเติมน้ำมันรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ฟรีค่าบำรุงรักษานาน ถึง 3 ปี ฟรีประกันภัยชั้น1 เงินดาวน์ต่ำเริ่มต้นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.99 เปอร์เซ็นต์ หรือผ่อนชำระนานสูงสุด 60 เดือน พร้อมของสมนาคุณอีกมากมาย โอกาสเดียวที่จะได้เป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น ระหว่างที่ 9 – 30 พฤศจิกายนศกนี้ เพียง 22 วันเท่านั้น
มร. จอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับยอดการจำหน่ายรถยนต์มาสด้าตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ด้วยยอดการจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 12,330 คัน โดยแบ่งออกเป็นรถสปอร์ตปิคอัพขับสนุกมาสด้า บีที-50 จำนวนทั้งสิ้น 9,688 คัน รถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 จำนวน 2,614 คัน และรถยนต์ประเภทพรีเมียมคาร์จำนวนทั้งสิ้น 29 คัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในรถยนต์มาสด้ามาโดยตลอด โอกาสเดียวในรอบปีที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพเหนือราคาด้วยเงื่อนไขพิเศษสุดคุ้มที่ไม่ควรพลาดกับเทศกาลมาสด้า "M Day" ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง นับเป็นแคมเปญที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับมาสด้าในการกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งตลาดรถยนต์นั่ง รถปิคอัพ รวมทั้งรถพรีเมียมคาร์ ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเลือกรับเงื่อนไขพิเศษที่หลากหลายและเหมาะสม เพื่อเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น
สำหรับข้อเสนอสุดคุ้มที่ลูกค้าไม่ควรพลาดในงานเทศกาลมาสด้า "M Day" มีเพียงโอกาสเดียวและเพียง 22 วันนี้เท่านั้น ประกอบด้วยรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 ที่พิชิตรางวัลมาแล้วทั่วโลกกว่า 85 รางวัล รวมทั้งรางวัล "Thailand Car of The Year" 3 ปีติดต่อกัน เงินดาวน์ต่ำ ผ่อนชำระนาน ฟรีค่าบำรุงรักษานานสูงสุดถึง 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร หรือเลือกรับดอกเบี้ยสุดพิเศษ 1.99 เปอร์เซ็นต์ พร้อมรับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี
ในส่วนของรถสปอร์ตปิคอัพมาสด้า บีที-50 รถปิคอัพระดับเวิลด์คลาส ที่ส่งออกไปจำหน่ายกว่า 130 ประเทศทั่วโลก รับข้อเสนอสุดพิเศษเช่นกัน อาทิ ออกรถวันนี้ผ่อนชำระค่างวดหลังสงกรานต์ปีหน้า ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท และประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี สำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เงินดาวน์ต่ำเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี
และสำหรับมาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 รถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขายดีที่สุดในโลกกว่า 800,000 คัน ที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลกกว่า 47 รางวัล รับข้อเสนอสุดพิเศษฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นยังรับประกันคุณภาพนานถึง 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร สำหรับลูกค้าที่ทดลองขับรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นรับฟรีทันทีเสื้อยืดสุดสปอร์ตจากมาสด้า
นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในเทศกาลมาสด้า M DAY ในปีที่ผ่านมา ที่มียอดขายเฉพาะเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาสูงถึง 1,700 คัน รวมทั้งยอดการจำหน่ายรถยนต์มาสด้าตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา วันนี้ทุกอย่างสำหรับประเทศไทยเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มาสด้าเตรียมจัดงานมาสด้า "M Day" ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งงานดังกล่าว 1 ปีจะมีเพียงครั้งเดียว และปีนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ลูกค้าจะสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น ออกรถวันนี้รับสิทธิพิเศษมากมายอาทิ เริ่มผ่อนชำระค่างวดเดือนแรกหลังสงกรานต์ปีหน้า รับฟรีค้าน้ำมัน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรีบริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง ดอกเบี้นต่ำ ผ่อนนาน ซึ่งมาสด้าคาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมากเนื่องจากตลาดรถยนต์ยังมีความต้องการสูง ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องรอจนถึงงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ปลายปีก็สามารถเป็นเจ้าของได้ทันที อีกทั้งมาสด้ายังเตรียมประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งเจาะลึกถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง รวมทั้งการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งทางเว็บไซด์ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นลูกค้ามาสด้าทุกท่านไม่ควรพลาดโอกาสในการเป็นเจ้ายานยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า ที่ได้รับรางวัลมาแล้วทั่วโลก รวมทั้งประประเทศไทย เป็นรถยนต์ที่ให้ทั้งความสนุกสนานในการขับขี่ที่ ความเร้าใจ สมรรถนะเป็นเยี่ยม ให้ความมั่นใจในความปลอดภัย อบอุ่นใจตลอดการเดินทาง พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษจากมาสด้า
รถยนต์ของมาสด้าเป็นที่คุ้นเคยในเมืองไทยมานานกว่า 56 ปี และยังคงดำเนินบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย มาสด้ามุ่งมั่นในการนำอารมณ์สนุกสนานวัยเด็กกลับมาสู่ทุกท่านอีกครั้ง ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แนวคิด "ซูม ซูม" อันเปี่ยมไปด้วยคุณลักษณะแห่งความ "ท้าทาย" "สร้างสรรค์" และ "ร่าเริง" เพื่อให้ทุกการขับขี่ของคุณไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นอกเหนือจากยนตรกรรมอันทรงเอกลักษณ์แล้ว เรายังทุ่มเทอย่างหนักในการพัฒนาการบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าของมาสด้าทุกคนได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะเรายึดมั่นว่า รอยยิ้มของท่านคือความภาคภูมิใจของเรา
เชิญสัมผัสและทดลองขับรถยนต์นั่งสปอร์ตซีดาน New Mazda3 และสปอร์ตปิคอัพ Mazda BT-50 สปอร์ตปิคอัพ พลังแรง และรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานของมาสด้า 87 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มาสด้า สปีดไลน์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2661-9880 หรือต่างจังหวัดโทรฟรี ได้ที่หมายเลข 1-800-226-408
***********************
http://www.mazda.co.th

เชิญชม “ แข่งขันเรือยาวประเพณีพัทยา ” ชิงถ้วยพระราชทาน





การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภาคกลางเขต 3 (พัทยา)ขอเชิญชม ความยิ่งใหญ่ ของงาน “แข่งขันเรือยาวประเพณี ” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2550 ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำมาบประชัน เมืองพัทยา ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยไฮไลท์ภายในงานเตรียมพบการกับ การแข่งขันเรือยาวใหญ่ และเรือยาวเล็กกว่า 20 ลำ ชมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคจำลอง ชมการแข่งขันวิ่งควาย การแข่งขันกองยาวพื้นบ้าน การแข่งขันวินด์เซิร์ฟ พร้อมกิจกรรมอื่น ๆ มากมายภายในงาน

5 พ.ย. 2550

MAZDA BT-ลุย Bangsaen Thailand Speed Festival




มาสด้าส่งบีที-50 เจ้าแห่งคอมมอนเรลร่วมชิงชัยกระบะ ทางเรียบ สนามบางแสน ไทยแลนด์ สปีด เฟสติวัล
กรุงเทพ – ประเทศไทย – 2 พฤศจิกายน 2550 - บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมส่งกระบะสายพันธุ์สปอร์ตแห่งยุค มาสด้า บีที-50 เครื่องยนต์ MZR-WLC 2500 ซีซี. เพาเวอร์คอมมอนเรล ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 143 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมรถยนต์ทางเรียบรายการใหญ่แห่งปี "Bangsaen Thailand Speed Festival" ซึ้งรถสปอร์ตปิคอัพขับสนุกมาสด้า บีที-50 จะร่วมลงทำการแข่งขันในรายการใหญ่ระดับประเทศอย่าง "Super Car Thailand" ประเภท "Super Pick-Up Commonrail 2.5L" ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้ชื่นชอบและรักกีฬามอเตอร์สปอร์ต รับรองว่าสนามนี้การแข่งขันทางด้านมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทยที่ต้องลุ้นกันมันส์หยดแน่นอน โดยเฉพาะทีม "MAZDA TEAM PTT" ซึ่งขับขี่โดย คุณธนภณ ทองเจือ หรือ พีท ทองเจือ ดารานักแข่งชื่อดังที่คร่ำหวอดในวงการมายาวนาน รวมทั้งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปี โดยสามารถมีคะแนนนำโด่งในรายการ Thailand Cross Country 2007 ซึ่งเป็นการแข่งขันประเภทครอสคันทรีชิงแชมป์ประเทศไทย
วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2550 เวลา16.00 น. - 16.10 น. รอบจับเวลาคัดเลือก
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 เวลา13.00 น - 13.30 น. รอบแข่งขัน
สถานที่ BANGSAEN THAILAND SPEED FESTIVAL


http://www.mazda.co.th

1 พ.ย. 2550

จุดเริ่มต้นของ CHEVY





จุดเริ่มต้นสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก

- จุดเริ่มต้นของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส 
- ต้นกำเนิดเชฟโรเลต และสัญลักษณ์โบวไท

คำว่า “สถาบัน” ไม่อาจจะสร้างได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ หรือใช่เพียงมีเงินทุนมหาศาลอย่างเดียวก็สามารถสร้างความเป็นสถาบันขึ้นมาได้ หากแต่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงงาน มันสมอง ที่ได้ฝ่าฟันผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี จึงจะเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกนั้นจะต้องมีผลงานความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกยอมรับและได้รับประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์นั้นอย่างเต็มที่

เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น “จีเอ็ม” สถาบันยานยนต์ที่ครองความเป็นอันดับหนึ่งของโลกมายาวนานถึง 99 ปีนั้น ไม่ได้มีเส้นทางที่ง่ายเหมือนกับภาพที่มองเห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจากจำนวนรถมากมาย หลากรุ่น หลายยี่ห้อ ที่ออกสู่ถนนทั่วโลกนับพันล้านคัน หรือจะเป็นอาคารเรเนอซอง เซ็นเตอร์ Renaissance Center ที่เป็นฐานสำคัญ หรือศูนย์กลางของจีเอ็ม ในเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน รวมทั้งอีก 11 สถาบันการออกแบบรถยนต์ ศูนย์การผลิตรถยนต์มาตรฐานโลกอีกกว่า 30 แห่งทั่วโลก

การเริ่มต้นรวบรวมบริษัทรถยนต์

จีเอ็ม เริ่มต้นขึ้น โดยการนำของ วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ (William Crapo Durant) เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ผู้ที่เข้ามาถือครองบริษัทรถยนต์บิวอิก (Buick) พร้อมก่อตั้งบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors Company) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1908 ซึ่ง บิวอิก ก็คือ แบรนด์แรกที่เข้ามาอยู่ในจีเอ็ม ก่อนที่ดูแรนท์จะเริ่มรวบรวมบริษัทรถยนต์อื่นๆ เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของจีเอ็ม โดยแบรนด์ที่ 2 ก็คือ โอลด์สโมบิล (Oldsmobile) ที่ขายหุ้นบริษัท โอลด์ส มอเตอร์ เวิร์ค (Olds Motor Works) ทั้งหมดให้กับจีเอ็ม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1908

การรวบรวมกิจการรถยนต์ของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ยังคงดำเนินต่อไป ในกลางปี 1909 จีเอ็มเริ่มขยายตัวมากขึ้นด้วยการเข้าซื้อหุ้นครึ่งหนึ่งของ บริษัท โอ๊คแลนด์ มอเตอร์ คาร์ (Oakland Motor Car) ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 23 ปี ในการซื้อหุ้นของโอ๊คแลนด์ มอเตอร์ คาร์ ได้ทั้งหมด ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “พอนติแอค” (Pontiac) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “ปอนเตี๊ยก”
คาดิลแล็ค (Cadillac) เป็นสมาชิกรายที่สี่ของจีเอ็ม ในปี 1909 เช่นกัน เมื่อ เฮนรี เอ็ม เลแลนด์ (Henry M Leland) ขายกิจการ บริษัท คาดิลแล็ค ออโตโมบิล (Cadillac Automobile Company) แลกกับจำนวนเงิน 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งชื่อรถยนต์ Cadillac นี้มาจากการตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับ เลอซิเออร์ อองตัวน เดอ ลา มอธ คาดิลแล็ค (Le Sieur Antoine de la Mothe Cadillac) ผู้ก่อตั้งเมืองดีทรอยท์ ก่อนที่จะกลายมาเป็นเมืองแห่งการผลิตรถยนต์ที่ทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบัน

นอกจากนี้ จีเอ็มยังเข้าซื้อกิจการของบริษัท แรพิด มอเตอร์ วีฮีเคิล (Rapid Motor Vehicle Company) จากเมืองพอนติแอค มลรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ GMC ในปัจจุบัน และบริษัทรถบรรทุก รีไลแอนซ์ มอเตอร์ (Reliance Motor Truck Co.) จากเมืองโอวอสโซ (Owosso) โดยแรพิดเป็นรถบรรทุกรายแรกที่สามารถพิชิตเข้า Pikes Peak ได้ในปี 1909 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ วิลเลียม ดูแรนท์ ได้พบกับนักแข่งรถชื่อดังแห่งยุค เชื้อสายสวิส นาม หลุยส์ เชฟโรเลต (Louise Chevrolet) เพื่อร่วมกันสร้างรถยนต์ออกขายในราคาถูก

ก่อนขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่

แม้บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในปัจจุบันจะเป็นบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้นทาง ช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้ง เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอมปานี อยู่ในสภาพที่ต้องเร่งรีบในการขยายกิจการ การรวบรวมแบรนด์ต่างๆ ของ วิลเลียม ดูแรนท์ ล้วนมาจากการกู้สินเชื่อจากธนาคาร เพื่อมาซื้อกิจการและหวังจะบริหารให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ดูแรนท์คาดคิด เมื่อธนาคารต้องก้าวเข้ามารวบอำนาจในการบริหารบริษัทเพื่อไม่ให้จีเอ็มล้มละลาย ทำให้ วิลเลียม ดูแรนท์ ต้องวางมือจากการบริหารทั้งหมดในจีเอ็ม เพียงในปี 1910 เท่านั้น

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและความหลงใหลในกิจการรถยนต์ของ วิลเลียม ดูแรนท์ จึงทำให้เขายังวนเวียนอยู่กับวงการรถยนต์ โดยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะกลับไปนั่งแท่นบริหารงานในจีเอ็มได้อีกครั้ง และหลังจากนั้นเพียง 6 ปี วิลเลียม ดูแรนท์ ก็กลับขึ้นไปเป็นประธานบริษัทกุมบังเหียนจีเอ็มได้อีกครั้ง

เชฟโรเลต นำดูแรนท์กลับสู่ความยิ่งใหญ่ กับ ต้นกำเนิดแห่งสัญลักษณ์ “โบว์ไท”

วิลเลียม ดูแรนท์ โดยรถยนต์เชฟโรเลต ที่ตั้งให้เป็นเกียรติกับ หลุยส์ เชฟโรเลต ที่ทำให้เขาคืนสู่ตำแหน่งเดิมในจีเอ็มได้อีกครั้ง จากจุดเริ่มต้นในปลายปี 1911 ที่ วิลเลียม ดูแรนท์ หลุยส์ เชฟโรเลต วิลเลียม ลิตเติล และเอ๊ดวิน แคมเบล ร่วมกันก่อตั้งบริษัทรถยนต์เชฟโรเลต ขึ้นในมิชิแกน โดยใช้ชื่อว่า Chevrolet Motor Company of Michigan

เชฟโรเลต เริ่มต้นผลิตรถรุ่นแรก คลาสสิก ซิก (Chevrolet Classic Six) ด้วยรูปแบบของรถยนต์ทัวริงซีดาน 4 ประตู 5 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 6 สูบ 4.9 ลิตร ทำความเร็วได้ 104 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเริ่มออกสู่ตลาดในปี 1912
ดูแรนท์ยังมุ่งมั่นในการกลับไปทวงอำนาจในจีเอ็ม จึงก่อตั้งบริษัทรถยนต์ เชฟโรเลต แห่ง เดลาแวร์ Chevrolet Motor Company of Delaware ก่อนที่จะรวบกิจการของบริษัทหลัก เชฟโรเลตในมิชิแกนเข้าไว้ด้วยกันในปี 1915 และในปีนี้เอง ปิแอร์ เอส ดูปองต์ (Pierre S. du Pont) ได้รับเลือกให้เป็นประธาน (Chairman) ของจีเอ็ม ทำให้ วิลเลียม ดูแรนท์ ได้กลับเข้าสู่อำนาจในจีเอ็มอีกครั้ง หลังจากตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มเติมครั้งใหญ่นับตั้งแต่เขาออกมาจากจีเอ็ม และได้รับเงินปันผลถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น และเพียงปีเดียวดูแรนท์ก็ทวงความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ พร้อมประกาศว่า เชฟโรเลตได้ถือหุ้นของจีเอ็มมากถึง 54.5 % นั่นทำให้เขาได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานสูงสุด (President) ของจีเอ็มแทน ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แนช (Charles W. Nash) ซึ่งดำรงตำแหน่งในระหว่างปี 1912 – 1916
สำหรับรถยนต์เชฟโรเลตนั้น เริ่มใช้สัญลักษณ์โบว์ไท (Bowtie) เป็นครั้งแรกในปี 1913 ซึ่งมีตำนานเล่าขานถึงสัญลักษณ์โบว์ไทนี้ออกเป็น 2 เรื่อง ว่าที่มาของโบว์ไทนั้นถูกออกแบบจากลายวอลเปเปอร์ที่ วิลเลียม ดูแรนท์ ไปเห็นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส แต่อีกตำนานก็บอกว่า เป็นสัญลักษณ์ที่ถูกดัดแปลงมาจากสัญลักษณ์กากบาทบนธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ เพราะว่า หลุยส์ เชฟโรเลต เป็นนักแข่งรถชาวสวิส และทั้งหมดนี้ก็คือ จุดเริ่มต้นของจีเอ็ม และจุดกำเนิดของแบรนด์ เชฟโรเลต รถยนต์ที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน

ยกเลิกโชว์ ปอร์เช่ทองคำ ในงาน Thailand Millionaire Expo

ยกเลิกโชว์ ปอร์เช่ทองคำ ในงาน Thailand Millionaire Expo ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2550

ด้วยทางทีมประชาสัมพันธ์งาน Thailand Millionaire Expo ได้ประชาสัมพันธ์ข่าวเรื่องนำรถ ปอร์เช่ทองคำ มาโชว์ในงานระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน นี้ เนื่องด้วยเกิดปัญหาบางประการในการขนส่ง จึงไม่สามารถนำรถมาแสดงได้ อย่างไรก็ตามในงานก็ยังมีสินค้าไฮท์ไลน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้ง ดูคาติ ซุปเปอร์ไบค์สุดหรูจากประเทศอิตาลี เรือ คลาสสิก ความยาว 22 ฟุต จากผู้ผลิตเรือระดับพรีเมี่ยม “นากามารีน แอนด์ ลีเชอร์ คอมพานี” ผลิตได้เพียงปีละ 30 ลำ แซ็กโซโฟนแล้วประดับเพชรทองเฉลิมพระเกียรติชิ้นเดียวในโลก

ทางคณะผู้จัดงานจึงเรียนมาเพื่อทราบ และกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย