3 ก.ค. 2551

พีท ทองเจือ ควบมาสด้า บีที-50 ครองเจ้าคอมมอนเรล











มาสด้า บีที-50 ครองเจ้าคอมมอนเรล

สุดแรงทะยานคว้าชัย 2 สนามติด

กรุงเทพ ประเทศไทย 1 กรกฎาคม 2551 พีท ทองเจือ ดารานักแข่งชื่อดัง สังกัดทีมมาสด้า ควบรถสปอร์ตปิคอัพคู่ใจ มาสด้า บีที-50 โชว์สุดยอดสมรรถนะของเครื่องยนต์ พลังคอมมอลเรล 2500 ซีซี. พร้อมระบบช่วงล่าง DE-S อย่างเหนือชั้นต่อหน้ากองเชียร์หลายพันคน พุ่งเข้าเส้นชัยคว้าอันดับที่ 3 มาครองเป็นครั้งแรกของการแข่งขัน ทั้งสองสนามท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างกึกก้องไปทั่วสนาม สนามที่ 3-4 ที่พีระ เซอร์กิต พร้อมควบรถสปอร์ต Mazda RX-7 เครื่องยนต์โรตารี เอกสิทธิ์เฉพาะมาสด้า ลงขับเคี่ยวกับนักขับระดับแถวหน้าของเมืองไทย สร้างความคึกคักตลอดการแข่งขันกองเชียร์ลุ้นกันทั้งสนาม

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "มาสด้าเดินหน้าเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทยอย่างเต็มตัว พร้อมกับสร้างทีมแข่งทั้งประเภท ครอสคันทรี และทางเรียบ โดยมีสปอร์ตปิคอัพมาสด้า บีที-50 เป็นกำลังหลักของทีม รวมทั้งในรุ่นใหญ่อย่าง ซูเปอร์ คาร์ โดยนำเอารถสปอร์ต Mazda RX-7 ร่วมการแข่งขันภายใต้ทีม "MAZDA TEAM" และนักขับของเราคือคุณธนภณ ทองเจือ หรือที่รู้จักกันในนาม พีท ทองเจือ สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว ก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของการแข่งขันหลายสนามที่ผ่านมา การคว้าอันดับที่ 3 ของแข่งขันในครั้งนี้นับเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจสำหรับทีมมาสด้าอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้ และความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์มาสด้าให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ทางด้าน นายธนภณ ทองเจือ หรือ พีท ทองเจือ นักแข่งมือดีจาก "Mazda Team" กล่าวว่า สนามนี้รถมาสด้า บีที-50 ของเราสมบูรณ์มากมาก ทั้งเครื่องยนต์ และช่วงล่าง ที่สำคัญสนามแข่งขันก็เป็นที่คุ้นเคยสำหรับผมอยู่แล้ว ทีมงานทุกคนตั้งใจอย่างมากสำหรับสนามนี้ ทุกคนทุ่มเทอย่างเต็มที่ ผลการแข่งขันอันดับที่ 3 ทั้งสองสนามถือว่าเราประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เนื่องเราเพิ่งสร้างสถิติคว้าอันดับที่ 4 เป็นครั้งแรกที่จังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ มาสด้ายังนำเอารถสปอร์ต Mazda RX-7 ลงทำการแข่งขันในรุ่น ซูเปอร์ คาร์ เพื่อเสริมอิมเมจความเป็นสปอร์ตในสไตล์ ซูม ซูม อีกด้วย

การแข่งขันในวันเสาร์ซึ่งเป็นสนามที่ 3 ของรุ่นซูเปอร์ คอมมอนเรล ซึ่งสนามนี้มีรถเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนทั้งสิ้น 22 คัน มาสด้าออกสตาร์ทในตำแหน่งที่ 6 หลังจากออกสตาร์ทสุดทางตรง พีท ทองเจือ ก็พาเจ้ามาสด้า บีที-50 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5 เพียงแค่อึดใจรถทุกคันก็พุ่งทะยานผ่านเข้าสู่โค้ง 100R บรรดากองเชียร์ต่างจับจ้องไปที่เนิน IRC และสิ่งที่กองเชียร์เฮลั่นนั่นก็คือ รถมาสด้า บีที-50 คันสีเหลือง แซงทีเดียวสองคันรวดขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลังอันดับที่ 1 และที่ 2 แบบชนิดที่หายในรดต้นคอ และตลอดการแข่งขันทั้ง 20 รอบสนาม นักแข่งอย่างพีท ทองเจือ ที่โดนกดดันอย่างหนักตลอดเกือบ 18 รอบสนามก็ควบเจ้า มาสด้า บีที-50 เข้าธงตาหมากรุกสู่เส้นชัยในตำแหน่งที่ 3 อย่างสง่างามท่ามกองเสียงปรบมือจากกองเชียร์ทั่วสนาม

และในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นการแข่งขันในสนามที่ 4 ครั้งนี้มาสด้า บีที-50 ยังคงออกสตาร์ทในตำแหน่งที่ 6 เช่นเดิม และนี้เป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับมาสด้า บีที-50 ตัวนี้จะสามารถไต่อันดับขึ้นมาได้หรือเปล่า หลังจากออกสตาร์ทมาสด้ายังคงเกาะกลุ่ม สุดทางตรงเหมือนเมื่อวาน มาสด้า บีที-50 ก็ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5 ผ่านโค้งแรกมาสด้าขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์ เพียงรอบที่ 2 เท่านั้น มาสด้า บีที-50 ก็ขยับไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 3 ไล่บี้กับอันดับ 1 และ 2 อย่างสนุกสนาน พร้อมกับรักษาตำแหน่งนี้จนจบการแข่งขันทั้งที่โดนกดดันหนักกว่าสนามที่แล้ว

นอกจากส่งรถสปอร์ตปิคอัพมาสด้า บีที-50 และรถปอร์ตมาสด้า อาร์เอ็กซ์-7 ลงชิงชัยในประเภททางเรียบแล้ว มาสด้ายังส่งรถสปอร์ตปิคอัพ มาสด้า บีที-50 รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์คอมมอนเรล 3000 ซีซี ให้แรงม้าสูงถึง 156 แรงม้า ที่ 3200 รอบ/นาที และให้แรงบิดมหาศาล 380 นิวตัน-เมตร/นาที ลงทำการแข่งขันในรายการ Thailand Cross Country 4x4 Championship 2008 อีกเช่นกัน ซึ่งการแข่งขันที่ผ่านเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเข้าสู่มอเตอร์สปอร์ตของมาสด้า ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ ทีมต่างจับจ้องอย่างไม่กระพริบตากันเลยทีเดียว

และนี่คือหนึ่งบทพิสูจน์ในสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของยานยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า และนี่คืออีกหนึ่งในหลายๆ กิจกรรมการตลาดของมาสด้าในปีนี้ เพื่อนำเสนอสิ่งดี ๆ ให้ลูกค้ามาสด้าได้ร่วมสัมผัสความรู้สึก ซูม- ซูม กับมาสด้าอย่างต่อเนื่อง

ผลการแข่งขันรุ่น Super Commonrail 2500 cc. สนามที่ 3

1. จรัส แจ้งกมลกุลชัย หมายเลข 29 สังกัดทีมเชฟวี่มอเตอร์สปอร์ต-พีคเพาเวอร์ช็อฟ

2. ขจรศักดิ์ ณ สงขลา หมายเลข 4 สังกัดทีม PTT Dynamic – อู่หนุ่มทีม

3. ธนพล ทองเจือ หมายเลข 71 สังกัดทีมมาสด้า

4. หทัย ไชยวัณณ์ หมายเลข 3 สังกัดทีม PTT Dynamic – อู่หนุ่ม

5. ทนงศักดิ์ กรศิริสืบสกุล หมายเลข 92 สังกัดทีมเชฟวี่มอเตอร์สปอร์ต-พีคเพาเวอร์ช็อฟ



มาสด้าเริ่มพัฒนาพลาสติกชีวภาพ
จากพืชที่ไม่ใช่อาหาร
“โครงการมาสด้าไบโอพลาสติก” ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม การศึกษา และรัฐบาล ตั้งเป้าเริ่มใช้ ไบโอพลาสติกในการผลิตรถยนต์ภายในปี 2556
ฮิโรชิมา, ญี่ปุ่น - มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัย ฮิโรชิมา เพื่อริเริ่ม “โครงการมาสด้าไบโอพลาสติก” โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาไบโอพลาสติกจากมวลชีวภาพประเภทเซลลูโลสจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร และเพื่อนำมาใช้ในการผลิตรถยนต์ในปี 2556
ไบโอพลาสติกที่พัฒนาขึ้นนี้จะไม่เป็นการเบียดเบียนทรัพยากรอาหาร เพราะผลิตขึ้นจากมวลชีวภาพประเภทเซลลูโลสจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ซากไม้ เปลือกไม้ และเนื่องจากเป็นมวลชีวภาพที่มาจากพืชและสอดคล้องกับแนวคิด “คาร์บอนสมดุล” * ไบโอพลาสติกที่ผลิตขึ้นนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีจำกัดและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
โครงการนี้จะมุ่งเน้นที่การออกแบบขั้นตอนการผลิตสำหรับโพลีโพรพีลีนที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ซึ่งเหมาะสมสำหรับใช้เป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถยนต์ โดยเริ่มจากการแปรสภาพมวลชีวภาพประเภทเซลลูโลสให้เป็นเอทานอล และนำมาผสมกับสารผสมเอทิลีนและโพรพิลีนชนิดต่าง ๆ โพลีโพรพีลีนที่ผลิตขึ้นต้องสามารถทนต่อความร้อนได้ดี แข็งแกร่ง และทนทานพอที่จะใช้ทำกันชนรถ และแผงอุปกรณ์ในรถยนต์ โครงการนี้ยังเป็นการหาแนวทางในการปรับปรุงขั้นตอนการผลิตไบโอพลาสติกให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดประโยชน์สูงสุดด้วย
เซอิตะ คาไน ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสด้านวิจัยและพัฒนาของมาสด้า กล่าวว่า “การพัฒนาไบโอพลาสติกจากพืชที่ไม่ใช่อาหารซึ่งได้มาจากทรัพยากรพืชที่ปลูกขึ้นใหม่ได้เป็นแนวทางที่ดีในการรับมือกับภาวะโลกร้อน และยังลดความกังวลเกี่ยวกับการเบียดเบียนทรัพยากรอาหารของโลกด้วย มาสด้ามีความยินดีที่ได้รวมพลังกับคู่ค้าต่าง ๆ ในภูมิภาคเพื่อนำเทคโนโลยีด้านมวลชีวภาพต่าง ๆ มาผสานเข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จากความร่วมมือดังกล่าว เราตั้งใจที่จะเสริมสร้างให้ฮิโรชิมาเป็นศูนย์กลางของการวิจัยด้านมวลชีวภาพ และพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั่วโลก”
จากผลการวิจัยด้านเทคโนโลยีมวลชีวภาพก่อนหน้านี้ มาสด้าสามารถพัฒนาไบโอพลาสติกที่ทนความร้อนและมีความแข็งแกร่งสูงเป็นครั้งแรกของโลก และผลิตเส้นใยสำหรับผลิตที่นั่งรถยนต์ซึ่งได้มาจากพืช 100% เป็นรายแรกของโลกเช่นกัน ซึ่งวัสดุชีวภาพทั้งสองชนิดนี้ได้นำมาใช้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งภายในของรถยนต์ไฮบริดรุ่น Premacy Hydrogen RE ของมาสด้า ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรตารี่ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง และมีแผนจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่นภายในปี 2551 นี้
มาสด้าเริ่มโครงการวิจัยร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮิโรชิมาเมื่อปี 2548 ข้อตกลงความร่วมมือในการวิจัยเทคโนโลยีด้านยานยนต์ครั้งนี้ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีด้านมวลชีวภาพด้วย โดยในอนาคต มาสด้ามีแผนที่จะขยายขอบข่ายการวิจัยร่วมในด้านเทคโนโลยีมวลชีวภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยฮิโรชิมาในทำการวิจัยร่วมในสาขาอื่นๆ ด้วย โดยสถาบันวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งชาติญี่ปุ่นจะเข้าร่วมในโครงการไบโอพลาสติกในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการให้ความร่วมมือด้านการวิจัยด้านมวลชีวภาพกับมหาวิทยาลัยฮิโรชิมาด้วย
ในเดือนมีนาคม 2550 มาสด้าได้ประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้แนวคิด “Sustainable Zoom-Zoom” ซึ่งมีความมุ่งมั่นในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมโดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมถึงการวิจัยด้านมวลชีวภาพด้วย
หมายเหตุ: “คาร์บอนสมดุล” หมายถึงขั้นตอนที่ไม่ก่อให้เกิดผลต่อระดับของคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมในชั้นบรรยากาศ เช่น การปลูกต้นไม้ใหม่หนึ่งต้นทุกครั้งที่มีการตัดต้นไม้หนึ่งต้นนับเป็นภาวะคาร์บอนสมดุล เพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการตัดและเผาต้นไม้หนึ่งต้น มีปริมาณใกล้เคียงกันกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ต้นนั้นดูดซึมตอนมีชีวิตอยู่ด้วยการสังเคราะห์แสง
รถยนต์ของมาสด้าเป็นที่คุ้นเคยในเมืองไทยมานานกว่า 57 ปี และยังคงดำเนินบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย มาสด้ามุ่งมั่นในการนำอารมณ์สนุกสนานวัยเด็กกลับมาสู่ทุกท่านอีกครั้ง ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แนวคิด "ซูม-ซูม" อันเปี่ยมไปด้วยคุณลักษณะแห่งความ "ท้าทาย" "สร้างสรรค์" และ "ร่าเริง" เพื่อให้ทุกการขับขี่ของคุณไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นอกเหนือจากยนตรกรรมอันทรงเอกลักษณ์แล้ว เรายังทุ่มเทอย่างหนักในการพัฒนาการบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าของมาสด้าทุกคนได้รับความพึงพอใจ เพราะเรายึดมั่นว่า รอยยิ้มของท่านคือความภาคภูมิใจของเรา
เชิญสัมผัสและทดลองขับรถยนต์นั่งสปอร์ตซีดานมาสด้า3 และสปอร์ตปิคอัพมาสด้า BT-50 สปอร์ตปิคอัพ พลังแรง และรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานของมาสด้า 90 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มาสด้า สปีดไลน์ หมายเลขโทศัพท์ 0-2661-9880 หรือต่างจังหวัดโทรฟรี ได้ที่หมายเลข 1-800-226-408

Mazda ไฮโดรเจน ไฮบริด


มาสด้าพรีมาซี พลังงานสะอาด

เครื่องยนต์ ไฮโดรเจน ไฮบริด

เริ่มทดสอบวิ่งบนถนนจริง หลังได้รับอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่น

ระบบไฮบริดช่วยเพิ่มพลังของเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นอีก 40% พร้อมเพิ่มระยะทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิมจากการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนถึงหนึ่งเท่าตัวเป็น 200 กม.

ฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น - มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการขนส่งทางบกของญี่ปุ่นให้ทำนำเอารถมินิแวน รุ่น มาสด้า พรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด มาวิ่งทดสอบบนถนนสาธารณะ โดยเครื่องยนต์โรตารี่ ไฮโดรเจน ใหม่ล่าสุดรุ่นนี้มาพร้อมระบบไฮบริดซึ่งสามารถเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ได้ถึง 40% และสามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้นในการใช้เชื้อเพลิงระบบไฮโดรเจนถึงหนึ่งเท่าตัวเป็น 200 กม. มาสด้าคาดว่าการทดสอบวิ่งบนถนนจะเสร็จสิ้นและเริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์สำหรับตลาดญี่ปุ่นได้ในปี 2551 รถยนต์มาสด้า พรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด คือรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่สามารถใช้ได้ทั้งไฮโดรเจนและน้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง

ขณะเดียวกัน มาสด้ายังประกาศจะนำเอารถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรตารี่ ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนออกแสดงในงานประชุมประเทศผู้นำสูงสุด หรือ G8 ที่เมืองโตยาโกะ เกาะฮอคไกโด ภายในเดือนกรกฎาคม 2551นี้ โดยจะจัดแสดงรถยนต์รุ่นพรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด ร่วมกับรุ่นอาร์เอ็กซ์-8 ไฮโดรเจน อาร์อี ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในส่วนของนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อมภาย (1) ในงานประชุมครั้งนี้

มาสด้า พรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด

มร. อากิฮิโร่ กาชิวากิ ผู้จัดการโครงการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจนของมาสด้า กล่าวว่า เรามีความมุ่งมั่นในการปรับปรุงประสิทธิภาพของรถยนต์เครื่องโรตารี่ไฮโดรเจนเพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การได้รับอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการวิ่งทดสอบของรถพรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด บนถนนจริงได้ทันก่อนที่จะมีการประชุมสูงสุด G8 ที่ฮอคไกโด ถือว่าเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีมาก เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนจากทั่วโลกกำลังจับตามองเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น โดยเรามีแผนที่จะดำเนินการพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ต่อไปเพื่อให้สามารถเริ่มการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปีนี้

รถยนต์พรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด (2) มาพร้อมระบบการรองรับเชื้อเพลิงสองชนิด ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักจากรถยนต์มาสด้า อาร์เอ็กซ์-8 ไฮโดรเจน อาร์อี รถยนต์เชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจนขณะเปิดตัวเมื่อปี 2549 รถยนต์มาสด้า พรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด มีระบบเครื่องยนต์ไฮบริดที่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์ โรตารี่ ไฮโดรเจน เพื่อประสิทธิภาพที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ของมาสด้าในรถยนต์รุ่นนี้คือการใช้วัสดุไบโอเทคเป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ภายในตัวรถและผ้าคลุมเบาะที่นั่ง ซึ่งการใช้วัสดุที่ได้มาจากพืชเหล่านี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ภายใต้นโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม “Sustainable Zoom-Zoom” มาสด้ามุ่งมั่นที่จะผสมผสานระหว่างความสนุกสนานในการขับขี่ ความเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยอย่างกลมกลืน โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตามแนวคิด ซูม ซูม ในการพัฒนายานยนต์ที่มาพร้อม รูปลักษณ์ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่

หมายเหตุ

1 นิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการจัดแสดงและสาธิตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานของญี่ปุ่นซึ่งจัดขึ้นในศูนย์สื่อมวลชนนานาชาติสำหรับผู้สื่อข่าวในงานประชุมสูงสุด G8 ที่เมืองโตยาโกะ เกาะฮอคไกโด

2 ระบบรองรับเชื้อเพลิงสองชนิดให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ระหว่างเชื้อเพลิงไฮโดรเจนหรือน้ำมันเบนซินได้โดยการกดปุ่ม

ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับมาสด้า พรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด

แบบ มาสด้า พรีมาซี

ความยาวทั้งหมด 4595 มม.

ความกว้างทั้งหมด 1745 มม.

ความสูงทั้งหมด 1620 มม.

เครื่องยนต์ โรตารี่ไฮโดรเจนของมาสด้า รองรับเชื้อเพลิงสองชนิด

มอเตอร์ แบบใช้กำลังกระแสไฟฟ้าสลับที่มีอัตราเร็ว

กำลังส่งสูงสุด 110 กิโลวัตต์

เครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบบใช้กำลังกระแสไฟฟ้าสลับที่มีอัตราเร็ว

แบตเตอรี่ ลิเธียมอีออน

จำนวนที่นั่ง 5 ที่นั่ง

เชื้อเพลิง ไฮโดรเจนและน้ำมันเบนซิน

ถังไฮโดรเจน ทนความดันได้สูงสุด 35 MPa

พัฒนาการด้านยานยนต์ไฮโดรเจนของมาสด้า

2534 พัฒนารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ในรุ่น HR-X

2535 ทดสอบวิ่งรถกอล์ฟที่ติดตั้งเซลล์เชื้อเพลิง

2536 พัฒนารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจนรุ่นที่สอง ในรุ่นเอชอาร์-เอ็กซ์2

พัฒนารถยนต์สำหรับทดสอบ เอ็มเอ็กซ์-5 ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจน

2538 ทดสอบวิ่งรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจนรุ่น Capella Cargo บนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น

2540 พัฒนารถยนต์ Demio FC-EV

2544 พัฒนารถยนต์ Premacy FC-EV พร้อมทดสอบวิ่งบนถนนสาธารณะในญี่ปุ่น (ใช้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงเมทานอลแปรสภาพ)

2546 ประกาศแผนพัฒนาเครื่องยนต์โรตารี่ไฮโดรเจนสำหรับรถอาร์เอ็กซ์-8

2547 ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการขนส่งทางบกของญี่ปุ่นให้ทำการทดสอบรถอาร์เอ็กซ์-8 ไฮโดรเจน อาร์อี บนถนนสาธารณะ

2549 เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับรถรุ่นอาร์เอ็กซ์-8 ไฮโดรเจน อาร์อี ในญี่ปุ่น

2550 ลงนามข้อตกลงผลิตเครื่องยนต์โรตารี่อาร์เอ็กซ์-8 ไฮโดรเจนให้แก่โครงการ Hynor ของนอร์เวย์

2551 ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการขนส่งทางบกของญี่ปุ่นให้ทำการทดสอบรถพรีมาซี ไฮโดรเจน อาร์อี ไฮบริด บนถนนสาธารณะ

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาสด้าพรีมาซี อาร์อี ไฮโดรเจน ไฮบริด ได้ที่ www.mazda.com/mazdaspirit/env/hybrid/premacy_hre.html

รถยนต์ของมาสด้าเป็นที่คุ้นเคยในเมืองไทยมานานกว่า 57 ปี และยังคงดำเนินบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย มาสด้ามุ่งมั่นในการนำอารมณ์สนุกสนานวัยเด็กกลับมาสู่ทุกท่านอีกครั้ง ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แนวคิด "ซูม-ซูม" อันเปี่ยมไปด้วยคุณลักษณะแห่งความ "ท้าทาย" "สร้างสรรค์" และ "ร่าเริง" เพื่อให้ทุกการขับขี่ของคุณไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นอกเหนือจากยนตรกรรมอันทรงเอกลักษณ์แล้ว เรายังทุ่มเทอย่างหนักในการพัฒนาการบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าของมาสด้าทุกคนได้รับความพึงพอใจ เพราะเรายึดมั่นว่า รอยยิ้มของท่านคือความภาคภูมิใจของเรา

เชิญสัมผัสและทดลองขับรถยนต์นั่งสปอร์ตซีดานมาสด้า3 และสปอร์ตปิคอัพมาสด้า BT-50 สปอร์ตปิคอัพ พลังแรง และรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้ที่ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานของมาสด้า 90 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มาสด้า สปีดไลน์ หมายเลขโทศัพท์ 0-2661-9880 หรือต่างจังหวัดโทรฟรี ได้ที่หมายเลข 1-800-226-408

23 มิ.ย. 2551

เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน แรงกว่าเดิม






เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน แรงกว่าเดิม
จูนเครื่อง LS9 V-8 ใหม่ อัดทะลุ 638 แรงม้า 320 ก.ม./ชม.

เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน (Chevrolet ZR1) ซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดอาจออกมาแรงกว่าที่คิด หลังจากการเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่งาน NAIAS 2008 (North American International Auto Show) เมื่อต้นปี 2008 ที่ผ่านมา ทางทีมงานวิศกรของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และ เชฟโรเลต สหรัฐอเมริกา คาดว่า ซีอาร์วัน จะมีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 620 แรงม้า หรือ 100 แรงม้า ต่อ 1 ลิตร จากเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ซูเปอร์ชาร์จ แอลเอสไนน์ (Supercharged LS9 ) ขนาด 6.2 ลิตร ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน เป็นรถที่มีความเร็วแรงมากที่สุดเท่าที่ เจนเนอรัล มอเตอร์ส เคยผลิตขึ้นมา

อย่างไรก็ตามก่อนการวางตลาดของ เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน ในกลางปี 2008 นี้ ทีมวิศวกรของจีเอ็มได้ทดสอบเครื่องยนต์ LS9 อีกครั้ง และคาดว่า LS9 จะสามารถรีดพลังออกมาได้สูงถึง 103 แรงม้า ต่อ ลิตร หรือ 638 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 819 นิวตันเมตร ทำให้ คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 322 กิโลเมตร / ชั่วโมง

“หนึ่งในเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน คือ การยกระดับของความประณีตในการออกแบบจากทีมวิศวกรผู้ออกแบบที่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพละกำลัง สมรรถนะการขับขี่บนถนน ที่จะทำให้ผู้ขับขี่ได้รับความสนุกสนานไปกับการขับขี่ใช้งานในทุกๆ วัน หรือแม้แต่การขับอยู่ในสนามแข่ง” มร.เอ็ด เพเพอร์ ผู้จัดการทั่วไป เชฟโรเลต สหรัฐอเมริกา กล่าว

คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน กำลังจะออกสู่ตลาดในกลางปีนี้ พร้อมด้วยโครงแชสซีส์ที่สามารถรองรับการขับขี่ที่หนักหน่วงได้อย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด และไม่เคยถูกนำมาใช้กับรถรุ่นอื่นๆ มาก่อน คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่มีความทนทานสูงสำหรับการใช้ในสนามแข่ง พร้อมเทคโนโลยีแผ่นคลัตช์คู่แบบ ดูอัลดิสก์ (Dual-disc) เพิ่มการควบคุมระบบส่งกำลังให้เครื่องยนต์ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีแรงเฉื่อยของการส่งกำลังต่ำกว่าคลัตช์ทั่วไป พร้อมเพลาขับที่ประกอบขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งคอร์เว็ตต์ เป็นรถสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มต้นจากปี 1953 คอร์เว็ตต์ ซีวัน (Corvette C1) เป็นรถสปอร์ตรุ่นแรก ที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง และประกอบแบบ hand built คือ ประกอบด้วยมือโดยไม่ใช้เครื่องจักรในการผลิต และเป็นรถสปอร์ตแบบ 2 ประตู ที่กลายเป็นเอกลักษณ์และตำนานของคอร์เว็ตต์มาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี 1955 ถูกเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์บล็อกใหม่ แบบ วี 8 สูบ เป็นครั้งแรก และได้รับการพัฒนาต่อๆ มาอีกมากมายหลายรุ่น จนถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 6 คือ คอร์เว็ตต์ ซีซิกซ์ ซึ่งในแต่ละรุ่นจะมีรุ่นพิเศษออกมาอีก ไม่ว่าจะเป็น C6R ในเวอร์ชั่นของรถแข่ง หรือ Z06 ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นเทียบเท่ากับเวอร์ชั่นของรถแข่งแต่อยู่ในรูปทรงของรถสปอร์ตทั่วไป รวมทั้งเวอร์ชั่น ZR1 ที่ให้สมรรถนะสูงที่สุด

ซีอาร์วัน จะเป็นรหัสที่หมายถึงรถสปอร์ตรุ่นพิเศษที่เน้นให้มีสมรรถนะสูง สำหรับ คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วันรุ่นล่าสุดนี้ มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “ซีซิกซ์ ซีอาร์วัน” (C6 ZR1) คอร์เว็ตต์ มีรุ่นสมรรถนะสูงที่ใช้รหัส ซีอาร์-วัน (ZR-1) มีมาตั้งแต่รุ่น C3 คือ C3 ZR-1 ซีทรี ซีอาร์-วัน และ C4 ZR-1 ซีโฟร์ ซีอาร์-วัน แต่ในรุ่นที่ 5 หรือ คอร์เว็ตต์ ซี 5 ไม่มีรุ่น ZR-1 แต่จะมีเพียง C5 Z06 ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันกับเวอร์ชั่นตัวแข่งคือ C5R ซีไฟว์อาร์ ก่อนที่รุ่นที่ 6 จะมาเป็น คอร์เว็ตต์ ซีซิกซ์ ซีอาร์วัน ที่ใช้ตัวอักษรที่เปลี่ยนไปเป็น C6 ZR1 โดยไม่มีขีดคั่นกลางระหว่าง ZR กับ 1

สำหรับ เครื่องยนต์ LS9 ยังคงเอกลักษณ์เดิมของคอร์เว็ตต์ คือ เป็นเครื่องยนต์ที่ประกอบขึ้นแบบ hand built ซึ่งทีมงานฝ่ายเทคนิคที่ได้รับการฝึกฝนการประกอบเครื่องยนต์มาเป็นพิเศษจาก ศูนย์การประกอบเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของจีเอ็ม ในเมืองวิกซอม รัฐมิชิแกน (Wixom, Michigan) ซึ่งเป็นศูนย์การประกอบพิเศษสำหรับเครื่องยนต์รุ่นพิเศษที่มีการผลิตในจำนวนจำกัด อาทิ เครื่องยนต์ LS7 ใน เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ซีซีโร่ซิกซ์ (Z06) และเครื่องยนต์สมรรถนะสูงหลายๆ รุ่น ก็ได้รับการประกอบขึ้นที่ศูนย์การประกอบนี้เช่นกัน

“การพัฒนาเครื่องยนต์ LS9 ไม่ได้มีเพียงในเรื่องของแรงม้าสูงๆ เท่านั้น แต่ยังผ่านการทดสอบความทนทาน และความมั่นใจในด้านอื่นๆ อีกมาก เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้แข็งแกร่งสมบูรณ์แบบและไม่ต้องจุกจิกกับการดูแลรักษามากเหมือนกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กรุ่นอื่นๆ” มร.แซม ไวน์การ์เด้น ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวิศวกรรมเครื่องยนต์ของจีเอ็ม บรรยายคุณภาพของเครื่องยนต์ LS9 พร้อมกล่าวต่อไปอีกว่า “สิ่งเหล่านี้ทำให้เครื่องยนต์ LS9 มีความโดดเด่น จากการเป็นเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังมากที่สุดเท่าที่ เจนเนอรัล มอเตอร์ส เคยประกอบขึ้นมาก และมันก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้พวกเราทุกคนภูมิใจกับการได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตเครื่องยนต์ LS9”

ระบบอัดอากาศแบบซูเปอร์ชาร์เจอร์ใน LS9
จุดสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ LS9 ใน คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน ที่จะขึ้นสายการผลิตเป็นครั้งแรกในกลางปีนี้นั้น สามารถรีดสมรรถนะสูงสุดออกมาได้ในระดับนี้ เนื่องจากระบบอัดอากาศ ซูเปอร์ชาร์เจอร์ ที่มีลักษณะเฉพาะด้วยการออกแบบพัดลมอัดอากาศแบบ 4 ใบพัด แต่มีระบบการทำงานที่เงียบมากขึ้น และให้สมรรถนะที่สูงขึ้น ขณะที่ระบบอัดอากาศซูเปอร์ชาร์เจอร์ตัวนี้มีปริมาตรอยู่ที่ 2.3 ลิตร ซึ่งใหญ่เพียงพอสำหรับการอัดปริมาณอากาศจากรอบการหมุนที่สูงของใบพัด โดยมีแรงดันในการอัดอากาศเข้าเครื่องยนต์สูงถึง 0.72 บาร์ และซูเปอร์ชาร์จเจอร์ตัวนี้ยังทำงานร่วมกับระบบหล่อเย็นที่จะช่วยลดอุณหภูมิของอากาศที่จะพุ่งเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“ความลงตัวจาก ปริมาตรขนาดใหญ่และพัดลม 4 ใบพัด ทำให้ซูเปอร์ชาร์เจอร์รุ่นนี้ให้สมรรถนะสูง เพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ได้มากขึ้นที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ และทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบตลอดทุกย่านความเร็ว ในรอบต่ำเครื่องยนต์ก็ให้แรงบิดสูงมาก และเครื่องยนต์ก็มีกำลังมากในช่วงรอบเครื่องยนต์สูงจากการทำงานของซูเปอร์ชาร์เจอร์ มันทำให้ผมรู้สึกทึ่งกับการทำงานของมัน” มร.ไวน์การ์เด้นกล่าว

เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ซีอาร์วัน วางเครื่องยนต์ด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง เมื่อยกฝากระโปรงหน้าก็จะได้เห็นเครื่องยนต์ LS9 ที่วางไว้อย่างเรียบร้อยเนียนตา ขณะเดียวแม้จะปิดฝากระโปรง ก็ยังมีการออกแบบเจาะฝากระโปรงพร้อมปิดด้วยโพลีคาร์บอเนทแบบใส เพื่อให้สามารถมองเห็นเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้ แม้จะปิดฝากระโปรง

รายละเอียดเครื่องยนต์ LS9
เครื่องยนต์ LS9 ได้รับการออกแบบอย่างมีลักษณะเฉพาะ มีความประณีต และสามารถรองรับสมรรถนะสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากการออกแบบเสื้อสูบด้วยอะลูมิเนียม ปลอกหุ้มลูกสูบทำจากเหล็ก ใช้เพลาข้อเหวี่ยงโลหะแบบสลักเกลียว 9 สลัก เชื่อมก้านสูบกับลูกสูบอะลูมิเนียมด้วยไทเทเนียม ฝาสูบถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ขนาด 55 มิลลิเมตร วาล์วไอดีทำจากไทเทเนียม ท่อวาล์วขนาด 40.4 มิลลิเมตร ส่วนวาล์วไอเสียใช้โลหะธาตุโซเดียม LS9 ยังใช้เพลาลูกเบี้ยวขนาดใหญ่ 14.1 มิลลิเมตร ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีเยี่ยมในรอบเดินเบา และการขับขี่ในย่านความเร็วต่ำ อ่างน้ำมันเครื่องมีปริมาตรถึง 9.9 ลิตร
# # #

ข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องยนต์ LS9
แบบ LS9 ซูเปอร์ชาร์จ วี 8 สูบ 6.2 ลิตร
ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี): 6,162
กระบอกสูบ/ช่วงชัก (มม): 103.25 / 92
เสื้อสูบ: อะลูมิเนียม
ฝาสูบ: อะลูมิเนียม
วาล์ว: ฝาสูบเดี่ยว 2 วาล์ว : 1 สูบ
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง: SFI (sequential fuel injection) จ่ายเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนหัวฉีด 1 หัว ต่อ 1 สูบ และ 1 วงจรจุดระเบิด 1 วงจร ต่อ 1 หัวฉีด ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ลดปริมาณมลพิษ และให้กำลังมากขึ้น
อัตราส่วนกำลังอัด: 9.1:1
กำลังสูงสุด: 638 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด (นิตันเมตร): 819 ที่ 3,800 รอบ/นาที
ความเร็วสูงสุด 330 กม. / ชม. (โดยประมาณ)
วัสดุท่อส่งไอเสีย: สเตนเลส
วัสดุฝาแบริ่ง: เหล็ก
วัสดุเพลาข้อเหวี่ยง: เหล็ก
วัสดุเพลาลูกเบี้ยว: เหล็กกลวง ขนาด 14.1 มิลลิเมตร
วัสดุจุดยึดก้านสูบ: ไทเทเนียม
วัสดุวาล์ว: วาล์วไอดี: ไทเทเนียม
วาล์วไอเสีย: เหล็ก
ตัวยกกระเดื่องวาล์ว: ระบบไฮดรอลิค
รุ่นซูเปอร์ชาร์เจอร์: R2300 แบบ 4 ใบพัด ขนาด 2.3 ลิตร

แคมเปญพิเศษ สำหรับ E-Class




18 มิถุนายน 2551

ress Information

เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุกตลาดต่อเนื่องจัดแคมเปญพิเศษ

สำหรับ E-Class

โอกาสดีที่สุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class หลากรุ่นได้ง่ายขึ้น
โอกาสดีที่สุดที่จะได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมที่เพียบพร้อมทั้งสมรรถนะ และประหยัด
ไม่อาจรอด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นานถึง 60 เดือน และข้อเสนออื่นๆ ให้เลือกจนพอใจ
E 200 KOMPRESSOR ELEGANCE เลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 35,500/เดือน หรือ

ขับฟรี 2 เดือน

กรุงเทพฯ -- บริษัท เมอร์เซเดส เบนซ์ (ประเทศไทย) จัดแคมเปญโดนใจผู้ที่กำลังอยากเป็นเจ้าของยนตรกรรม E-Class หลากรุ่นอีกครั้ง ฉลองในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของบริษัทฯ ด้วยข้อเสนอและโปรโมชั่นสุดพิเศษจนไม่อาจรอเฉพาะผู้ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class ตั้งต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2551

สำหรับแคมเปญที่จะทำให้คุณไม่อาจรอได้นี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ตั้งใจและอยากครอบครองเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ และความประหยัดน้ำมันที่คุณต้องทึ่ง โดยทางบริษัทฯได้ยกขบวน E-Class ทุกรุ่นมาให้คุณเป็นเจ้าของด้วยข้อเสนอสุด เย้ายวนใจ อาทิ E 200 KOMPRESSOR ELEGANCE, E 220 CDI AVANTGARDE, E 230 2.5 AVANTGARDE, E 280 3.0 AVANTGARDE Sports

พบกับข้อเสนอเด่นๆ ที่เรียงแถวมาให้เลือกจนไม่อาจรอได้ อย่าง Hire Purchase อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 60 เดือน Drive Free ขับฟรีนานถึง 3 เดือน หรือจะผ่อนเริ่มต้นเพียง 35,500 กับโปรแกรม Star Choice และ คุ้มค่ากับสิทธิประโยชน์ทางภาษีค่าเช่าเพียง เดือนละ 36,000 บาท ด้วย Lease Finance

เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class เป็นยนตรกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหรูหราสง่างาม แต่แฝงด้วยอานุภาพแห่งพลังขับเคลื่อนโดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์แบบเบนซิน ดีเซล และที่สามารถใช้ได้ทั้งเบนซิน และก๊าซธรรมชาติ ให้ความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดและสมบูรณ์แบบด้วยระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE

พลาดไม่ได้กับโอกาสที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของหนึ่งในยนตรกรรมในฝันของใครหลายคนอย่างรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class ได้ง่ายๆ ด้วยเงื่อนไขที่หลากหลายและไม่เคยมี มาก่อน สอบถามรายละเอียดได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ณ บัดนี้ จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2551

วอลโว่ C30 มาดใหม่




ออกแบบ วอลโว่ C30 ในแบบของคุณ
ด้วยฟิล์มตกแต่งรถยนต์ลายเก๋ไม่ซ้ำใคร

กรุงเทพฯ, บัดนี้ผู้ซื้อรถยนต์วอลโว่ C30 ใหม่ สามารถเลือกตกแต่งรถด้วยลวดลายที่โฉบเฉี่ยวกว่า 20 แบบ ไม่ว่าจะเป็นหลังคาลายหมากรุกหรือลายผีเสื้อสักฝูงบนฝากระโปรงหน้า รถลายทางหรือลายจุดสักคัน

ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน วอลโว่ คาร์ ในประเทศสวีเดน กลายเป็นแบรนด์รถยนต์รายแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อรถคันใหม่ในประเทศสามารถเลือกติดฟิล์มตกแต่งบนตัวถังรถยนต์ได้ โดยทีมดีไซเนอร์ของ วอลโว่ใช้ความคิดสร้างสรรค์กันสุดเหวี่ยงในการคิดค้นลายเท่ๆ อาทิ ลายม้าลาย หรือภาพตัวเมืองแบบพาโนรามาประชันกับสายรุ้งฝน ลายแผ่นไม้ ลายเปลวไฟ และลายก้อนเมฆ

ขณะเดียวกัน ฟิล์มติดรถยนต์ซึ่งสามารถลอกออกได้นี้ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น หากแต่ยังช่วยปกป้องรถยนต์ด้วย แผ่นฟิล์มนี้รับประกันความทนทาน 2 ปี โดยหลังจากนั้น เจ้าของรถสามารถลอกออก หรือเปลี่ยนเป็นลายใหม่ๆ ได้ เมื่อติดฟิล์ม สีตัวถังจะได้รับการปกป้องจากสภาวะอากาศ ลม และความเสี่ยงของการเกิดริ้วรอยขีดข่วน

ปกติแล้วฟิล์มติดรถยนต์ลักษณะนี้ มักใช้ตกแต่งเพื่อการโฆษณาและการสั่งทำพิเศษเท่านั้น ทว่าตอนนี้โอกาสเปิดกว้างสำหรับลูกค้าทุกคน

วอลโว่ C30 เป็นตัวเลือกแรกที่เรานำเสนอ เพราะรถยนต์รุ่นนี้ผลิตขึ้นเพื่อกลุ่มเป้าหมายคนเมือง ที่รักแฟชั่น โดยเฉพาะกลุ่มที่สนุกกับการขับรถที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร รถติดฟิล์มแบบนี้สะดุดตาทุกคนเมื่อวิ่งบนถนน ทั้งยังเป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมในการปกป้องสีของตัวถังรถ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ปรับโฉมได้ตามชอบใจอีกด้วย”มร.โธมัส แอนเดอส์สัน ประธานบริหาร วอลโว่ Personbilar Sverige AB กล่าว

ในความเป็นจริงลูกค้าที่ซื้อรถ C30 ทุกคน มีทางเลือกมากมายในการตกแต่งรถอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการตกแต่งภายใน อุปกรณ์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ บัดนี้ยังสามารถปรับแต่งรูปโฉมภายนอกได้อีกด้วย

พูดไปก็เท่ากับว่ามีรถยนต์วอลโว่ C30 ให้เลือกมากถึง 12,314 แบบ ซึ่งฟังดูเหมือนยากกว่าความเป็นจริง เราจึงจัดโครงสร้างเว็บไซด์ของเราให้ลูกค้าสามารถสร้างรถของตนเองได้ตามใจปรารถนาออนไลน์ ส่งผลให้ได้รถที่โดดเด่นไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง มร.แอนเดอส์สัน กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจวอลโว่ C30 สามารถลองออกแบบรถยนต์ด้วยตัวคุณเองได้ที่เว็บไซต์ http://www.volvoc30.se ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์มาเป็นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

การติดฟิล์มตกแต่งรถยนต์สำหรับวอลโว่ C30 รวมค่าแรงแล้ว มีมูลค่า 18,750 โครนาสวีเดน

21 มิ.ย. 2551

E85 อนาคตพลังงานชาติ ทางเลือก ทางรอดของไทย




ชมรมพลังงานไทยทำ ไทยใช
(The Coalition for Energy Sustainability and Security for Thailand - ESST) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนที่สามารถผลิตหมุนเวียนได้ในประเทศ จัดงานเสวนาในหัวข้อ “E85 อนาคตพลังงานชาติ ทางเลือก ทางรอดของไทย” ที่ห้องโลตัส 1 และ 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีผู้เข้าร่วมการเสวนาได้แก่

1. ดร.วิจิตร ศรียรรยงวัฒน์ นายกมูลนิธิสถาบันพืชพลังงานทดแทน
2. นายมานะ ฤทธิชัยสมาจาร นายกสมาคมชาวไร่อ้อยสี่แคว นครสวรรค์ และประธานสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยสี่แคว
3. นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย
4. นายธิบดี หาญประเสริฐ ประธานชมรมพลังงานไทยทำ ไทยใช้ และรองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทดแทน เอทานอล-ไบโอดีเซล แห่งประเทศไทย
5. นาวาเอก ดร.สมัย ใจอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
6. นายประวิทย์ ประกฤตศรี ตัวแทนจากสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย

ทั้งนี้ โดยมี นายมนูญ ศิริวรรณ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเป็นผู้ดำเนินการเสวนา

การเสวนาเริ่มต้นขึ้นโดยนายมนูญ กล่าวเปิดประเด็นว่า พลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจตอนนี้ และมีอยู่หลายประเภท ตั้งแต่แก๊สโซฮอล์ E10 E20 E85 หรืออาจจะถึง E100 แต่สิ่งที่จะเจาะลึกกันวันนี้คือเอทานอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E85 ถ้าเราจะเอา E85 มาใช้กัน มันจะเป็นทางรอดจริงๆ หรือไม่ มีปัญหาในด้านใดบ้าง ผลิตเอทานอลได้เพียงพอหรือเปล่า ผลประโยชน์ลงไปที่เกษตรกรจริงๆ หรือไม่

นายธิบดี หาญประเสริฐ ประธานชมรมพลังงานไทยทำ ไทยใช้ และรองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทดแทน เอทานอล-ไบโอดีเซล แห่งประเทศไทย เริ่มต้นพูดถึงสิ่งที่หลายคนยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับแก๊สโซฮอล์ว่า E10 มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าเบนซินธรรมดาอยู่ที่ 2-3% ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดเครื่องยนต์รถ และพฤติกรรมการขับ E20 อยู่ที่ 6% ส่วน E85 อยู่ที่ 26% ซึ่งทุกที่ในโลกยอมรับว่า แก๊สโซฮอล์ให้อัตราการสิ้นเปลืองมากกว่าจริง แต่สิ่งที่คนไม่พูดถึงคือ ประสิทธิภาพของเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ให้กำลัง ให้แรงบิดที่มากกว่าเบนซินธรรมดา 3%

เรื่องสิ่งแวดล้อม และคุณสมบัติทางเคมี เมื่อผสมเอทานอลเข้าไป แรงดันการระเหยมีจริง แต่เมื่อผสมเยอะสิ่งนี้จะต่ำลง และช่วยลดสัดส่วนของ emission มากขึ้นอีกเยอะ

หากจะจัดโครงสร้างราคาให้เหมาะสม สำหรับแก๊สโซฮอล์ E10 E20 และ E85 ควรอยู่ที่ 4 บาท 6 บาท และ 15 บาทตามลำดับ (เทียบจากราคาเบนซิน 95 อยู่ที่ 40 บาทต่อลิตร)

ในส่วนของรถจักรยานยนต์ หลายคนสงสัยนายธิบดีตอบว่า จักรยานยนต์ใช้ E10 ได้แน่นอน เพราะส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะหมดแล้ว ส่วนแก๊สโซฮอล์ประเภทอื่นๆ ทั้ง E20 E85 หรือแม้กระทั่ง E100 ก็สามารถใช้ได้โดยการปรับตั้งเครื่องยนต์ ทว่ายังใช้ได้ตามที่ตั้งปรับ ไม่สามารถใช้ได้แบบเครื่องยนต์ Flexifuel อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ หากใช้ E85 ในจักรยานยนต์ จะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้มากทีเดียว เพราะควันขาวของจักรยานยนต์มีอันตรายยิ่งกว่าควันดำของรถบรรทุกอีก

ในส่วนของค่ายรถยนต์ ธิบดีมีความเห็นว่า เรื่องเทคโนโลยีเอทานอลหรือ E85 หลายยี่ห้อก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร เพราะเคยมีที่บราซิล หลายประเทศก็เริ่มไปแล้ว บ้านเราเน้นส่งเสริมเรื่องการประกอบรถยนต์ในประเทศ ความพร้อมเรื่องชิ้นส่วนยานยนต์ในการผลิต แต่ละบริษัทใช้เวลาสั้นยาวต่างกัน เริ่มแรกคงต้องนำเข้าก่อน ซึ่งรัฐคงต้องดูเรื่องความสมดุลตรงนี้ให้ดี เพราะถ้าไปถามบริษัทรถยนต์ จะได้คำตอบที่ไม่เหมือนกันทุกที่ สำคัญที่สุดคือ นโยบายรัฐต้องชัดเจนก่อน

ส่วนที่มีถามมาว่า ค่ายยักษ์ใหญ่เอาด้วยหรือเปล่าเรื่องนี้ ผมคลุกคลีกับเขาอยู่ตอบได้เลยว่าเอาด้วยแน่นอน แต่เขาขอเวลาหน่อย ในเมื่อแต่ละค่ายพร้อมไม่เท่ากัน รัฐก็ต้องกำหนดกติกาที่เป็นธรรมกับทุกคน วัสดุเราพร้อมอยู่แล้ว อย่างน้อย 6 เดือน หรือปีนึงถึงจะเกิดได้ ต้องใช้เวลา ส่วนตัวผมเชื่อว่า ต้องสร้างที่ดีมานด์ก่อน หากรัฐกำหนดเป็นกฎหมาย เกษตรกรก็จะกล้าปลูก กล้าทำกัน เมื่อทุกคนลงไปเล่น การวิจัยพัฒนา การส่งเสริมก็จะเพิ่มมากขึ้น อ้อยอาจไม่ต้องเพิ่มพื้นที่ แต่เพิ่มผลผลิตได้ ซึ่งถ้าจะเพิ่มผลผลิต ก็ต้องทำให้ดีมานด์มีพอกัน ไม่งั้นก็เหลือ

ประเด็นเรื่องไบโอดีเซลก็ยังต้องพูดอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างสมดุลเรื่องการบริโภคดีเซลและเบนซิน เพราะถ้าดีเซลยังใช้มาก เราก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเท่าเดิม รัฐต้องเป็นกรรมการตัดสินอย่างยุติธรรมกับชาติ อย่างน้อยต้องออกเป็นพรบ.เหมือนสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า 2552 จะต้องผลิต 350 ล้านลิตรต่อวัน

ประเด็นอีโค-คาร์กับ E85 ไปด้วยกันได้ไหม นายธิบดีตอบว่า แรกเริ่มอีโค-คาร์ต้อง 20 กม./ลิตร แต่ E85 สิ้นเปลืองกว่าเบนซิน 25-30% มันก็เป็นได้ยากที่จะตัวเลขเท่านั้นได้ มองในแง่การตลาดของบริษัทรถยนต์ ในเชิงลึกแม้อนุมัติโครงการแล้ว แต่ถ้าบริษัทจะปรับมาใช้ E85 ก็สามารถทำได้เพราะน้ำมันราคาถูกกว่า ถ้าปรับมาใช้ได้ก็ยิ่งดี

ประเด็น E100
เราเคยพยายามจะนำเสนอให้ยกเลิกเบนซิน 95 แต่ก็ยังมีผู้ใช้อยู่ล้านกว่าลิตรที่ไม่ใช้แก๊สโซฮอล์ เนื่องจากไม่เชื่อมั่น ส่วน 91 ยังมีคนใช้อยู่ 10 ล้านลิตร ดูเหมือนง่าย แต่หากไปใช้ E10 91 ทั้งหมดจะกระทบต้นทุนโรงกลั่น ก็ต้องให้เวลาทางโรงกลั่นในการปรับกระบวนการผลิต ส่วนการใช้ E85 ก็คงต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีกหน่อย เพราะถ้าจะลดการกลั่น ดีเซลที่กลั่นได้ก็ลดลงด้วย ก็ต้องคุยกันอีกเยอะ

รถที่ใช้คาบูเรเตอร์มีอยู่ 57,000 คัน โจทย์คือ 17,000 คันเท่านั้นที่ไม่สามารถจูนเครื่องมาใช้เบนซิน 91 ได้ สถิตินี้บอกว่า รถพวกนี้อายุเกิน 15 ปีหรือเปล่า แล้วเค้าเปลี่ยนเครื่องไปใช้หัวฉีดหรือเปล่า ซึ่งผมเชื่อว่า มีแค่ 3,000-4,000 คัน คิดเป็น 0.001% เท่านั้น เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟันธงไปเลยว่าจะเลิกไปเลยไหม ไม่ยังไงก็ให้ปตท.นำเข้ามาขายเฉพาะ ราคาแพงหน่อยก็ว่ากันไป เจ้าของรถโบราณก็มีเงินกันอยู่แล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเห็น E85 เมื่อไร ธิบดีตอบว่า ปีครึ่งก็เห็นแล้วแบบไม่เป็นทางการ อยู่ที่รัฐบาลไทยต้องชัดเจนจริงๆ

นาวาเอก ดร.สมัย ใจอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ปีนี้เราประมาณกันว่า เรานำเข้าน้ำมัน 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอนนี้เรามีส่วนแบ่งการใช้เอทานอล คิดเป็น 3.8% ในเวลา 10 ปีที่เราผลักดันกันมา แต่ในบราซิลนับตั้งแต่ปี 1977 ที่เขาเริ่มต้นทำกัน ตอนนี้ของบราซิลคิดเป็น 45% แล้ว สิ่งที่ยังขาดในบ้านเราคือเรื่องกฎหมาย กรณี E85 ตอนนี้เหมือนมือหนึ่งไปทางหนึ่ง อีกมือไปอีกทาง เหมือนคนกำหนดนโยบายยังไม่รู้และเข้าใจจริงๆ

อันที่จริงถ้าเราทำ E85 ไม่ต้องกลัวว่าน้ำตาลจะแพงเลย ถ้าทำจริงๆ น้ำตาลจะถูกด้วยซ้ำไป อาหารก็ไม่ขาดแคลนด้วย การผลักดันเรื่องเอทานอล เป็นเรื่องที่เราทำเพื่อภาคเกษตรเป็นสำคัญ เนื่องจากคนกว่า 30 ล้านคนในประเทศยังอยู่ในภาคเกษตร

เรื่อง E85 ทุกค่ายที่ขายรถยนต์ในบราซิล มี E100 เนื่องจากบราซิลไม่ต้องนำเข้าน้ำมันเลย 45% มาจากการปลูกขึ้นมา ส่วนอีก 55% มาจากการขุดน้ำมันได้หน้าบ้านตัวเอง ในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์มีองค์ความรู้อยู่แล้ว E85 เกิดในประเทศไทยได้แน่นอน

กรณีที่มีข้อสงสัยว่า การผลิตเอทานอล/แก๊สโซฮอล์ใช้พลังงานสูงกว่าพลังงานที่แก๊สโซฮอล์ให้ ขอตอบว่าไม่จริง ถ้าเทียบกับน้ำมัน น้ำมันขุดจากซาอุดิอาระเบีย ขึ้นมาเก็บ ขนส่งมาบ้านเรา ก็ใช้พลังงานเยอะเหมือนกัน ยังไงๆ ประเทศไทยก็ได้กำไรประมาณ 7 เท่า เพราะตอนปลูกมันสำปะหลังหรืออ้อยก็ใช้คน ตอนเลี้ยงใช้เทวดา (ธรรมชาติ) ตอนเก็บเกี่ยวก็ใช้คน ไม่ได้ใช้น้ำมันพูดง่ายๆ ว่า จริงๆ ต้องคิดเปรียบเทียบกับในภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบแล้วเราจะเห็นภาพว่า มันไม่จริง เรื่องอาหารโลกขาดแคลน ก็ไม่ต้องคิดเลย

ดร.สมัยเสริมประเด็นอีโค-คาร์กับการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ว่า ถ้าจูนจริงๆ เชื่อว่า อาจจะได้ ในอัตรา 20 กิโลเมตร/ลิตร ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อสำคัญคือ เราต้องมีการตัดสินใจทางการเมืองที่แน่วแน่ ออกมาเป็นกฎหมายให้ชัดเจน อย่างในสหรัฐผลักดันพลังงานด้วยกฎหมายในทุกรัฐ แคลิฟอร์เนียกฎหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมหนักหนาสาหัสกว่าเรามาก

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวว่า ข้อสงสัยในเรื่องที่ว่า เราจะมีเอทานอลเพียงพอต่อการผลิต E85 หรือเปล่า ในส่วนของผู้ผลิตเอทานอล ถ้าขึ้นผลิตครบทุกโรงงาน เราจะมี 49 โรงงาน ต้องบอกว่าพอ และเหลือด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ในสภาพความเป็นจริง โรงกลั่น ผู้ผลิตรถ ผู้ใช้รถ ก็ต้องไปพร้อมๆ กัน ตอนนี้ 11 โรงงานผลิต 1.575 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งที่ความต้องการในประเทศยังแค่ 7 ลิตรต่อวันเท่านั้นเองต่อวันตอนนี้ เราก็เลยต้องส่งขายทางอื่น

ต้องบอกว่า การเลือกส่งเสริม E85 นั้นมาถูกทางแล้ว แต่ปัญหาคือ กฎหมายยังกำหนดให้เอทานอล ต้องขายให้โรงกลั่นน้ำมันอยู่ ดังนั้นเราต้องเปิดเสรีการขาย ภาพการผสมน้ำมันกับเอทานอลต้องเปลี่ยน เราอาจจะตั้งโรงงานผสมที่หัวเมือง ให้ใกล้โรงเอทานอล หรือเปิดให้ผู้ค้าเอทานอลสามารถแป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ได้ ไม่อย่างนั้นการขนส่งเอทานอล 85% ไปให้ผู้ผลิตน้ำมัน ค่าขนส่งต้องเพิ่มขึ้น

หากราคาเบนซิน 95 อยู่ที่ 40 บาทต่อลิตร ถ้าตั้งราคา E85 ที่ 25 บาท การจะทำให้ E85 ไปรอดก็อยู่ที่โครงสร้างราคาเอทานอลนี่แหละ โครงสร้างราคาที่ว่า หมายรวมถึงสัดส่วนของราคาของแต่ละภาคส่วน ตั้งปต่ผู้ผลิตเอทานอล ผู้ผลิตน้ำมัน ผู้ขายน้ำมัน โครงสร้างราคาต้องได้รับการกำหนดอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

การจัดเก็บภาษี 2.575 บาทต่อลิตรสำหรับเอทานอล ในเมื่อรัฐบาลบอกว่า ภาษีของเอทานอลที่ใช้เชื้อเพลิงไม่เก็บ มันก็ควรลดลงมาอยู่ที่ 0.55 บาท

ทั้งนี้ หากจะจริงจังกับ E85 รัฐต้องดูแลพื้นที่การปลูกพืชไร่ให้ดีๆ จัดการให้ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัว อีกเรื่องหนึ่งคือ กฎหมายจัดการเอทานอลยังไม่มีชัดเจน เพราะเอทานอลยังถือว่าอยู่ในหมวดสุรา จึงมีกรมสรรพสามิตดูแล เป็นไปได้ควรมีกฎหมายเกี่ยวกับเอทานอลโดยเฉพาะ

นายสิริวุทธิ์ยังย้ำว่า เรามีพอกินอยู่แล้วสำหรับการผลิตน้ำตาล เรื่องน้ำตาลขาดไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน เราควรจะห่วงเรื่องที่ต้องนำเข้าน้ำมันเข้ามามากกว่า

นายประวิทย์ ประกฤตศรี ตัวแทนจากสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย กล่าวว่า ผู้ผลิตเอทานอล 11 รายมีกำลังผลิต 1.5 ล้านลิตร 10 รายมาจากโรงงานน้ำตาล อีกรายเป็นมันสำปะหลัง

ในส่วนของราคาน้ำตาล ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกไม่สูง เพราะน้ำตาลมีเหลือ บราซิลผลิตเอทานอลเป็นหลักแล้วได้น้ำตาลเป็นผลพลอยได้เหลือขาย ราคาในตลาดโลกจึงไม่ขยับมาก อัตราการบริโภคน้ำตาลตอนนี้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะกระแสสุขภาพมา แนวโน้มจะน้อยลงด้วยซ้ำ

บราซิลเป็นประเทศเดียวในโลกที่เป็นอิสระต่อราคาน้ำตาล เนื่องจากอุตสาหกรรมได้รับการพัฒนามาก รถยนต์รุ่นแรกๆ ที่ดัดแปลงเพื่อใช้เอทานอลอย่างเดียวล้วนๆ ต่อมาจึงเกิดเทคโนโลยี FFV ขึ้น ปรับระบบให้รับกับสัดส่วนของน้ำมันอย่างเหมาะสม ส่วนตัวเชื่อว่า เทคโนโลยี FFV เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ประสิทธิภาพในการเผาไหม้และการผลักดันลูกสูบของ E85 ดีกว่าเบนซินธรรมดามาก ที่สำคัญช่วยประเทศ ช่วยชาวไร่ได้มากทีเดียว หากมีเทคโนโลยีดีพอ ก็ช่วยเพิ่มผลผลิตได้

คุณประวิทย์มีความเห็นเพิ่มเติมว่า E20 อาจจะกลายเป็นเชื้อเพลิงพื้นฐานในอนาคตได้ ส่วน E85 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทย

นายมานะ ฤทธิชัยสมาจาร นายกสมาคมชาวไร่อ้อยสี่แคว นครสวรรค์ และประธานสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยสี่แคว ในฐานะตัวแทนผู้ผลิตอ้อย คิดว่า E85 เป็นทางรอดแน่นอน ในส่วนของภาคเกษตรกร ผลที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรคือ มันเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ มันเป็นการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสใน 2 ด้าน ทั้งทางด้านพลังงานและเกษตร

อ้อย เป็นพืชพลังงานตัวจริง ไม่มีผลกระทบต่อเรื่องอาหารแน่นอน เราผลิตน้ำตาลในไทย 7.8 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 2 ล้านตัน ที่เหลือส่งออก เป็น top-3 ของโลก แต่ตัวเกษตรกร จน และมีหนี้อยู่ 24,000 ล้านบาท แต่ E85 จะเป็นโอกาสที่ดีของเรา เป็นการบริหารอุปทานส่วนเกินที่มีอยู่

ถ้าเราผลิตเอทานอลได้ตรงนั้น ผลิตน้ำมันได้ตรงนั้น ก็ไม่ต้องขนส่งไปขนส่งมา เป็นโอกาสที่ดีจริงๆ ของการแก้ไขเรื่องพลังงาน แก้ไขปัญหาความยกาจน เรื่องพืชผลทางการเกษตรด้วย

- รัฐบาลควรนำบทเรียนในบราซิลมาศึกษาดู ไม่ควรมองมิติเดียวว่า ทำอย่างไรให้พลังงานราคาต่ำลง รัฐต้องมองด้วยว่า ภาคอื่นจะอยู่ได้ไหม ต้องดูท่อน้ำตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย ประชาชน ผู้ผลิตเอทานอล ราคาต้นทุนวัตถุดิบเป็นไง ราคาน้ำมัน บราซิลส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลให้เกิดก่อน แต่ผมของมองว่า ให้ประชาชนอยู่บน ฐานสามเหลี่ยมด้านซ้ายเป็นผู้ผลิตเอทานอล ฐานขวาเป็นเกษตรกรผู้ผลิตอ้อย อยากให้รัฐบริหารสามเหลี่ยมด้านเท่านี้ให้สมดุล ไปรอดแน่นอน
- ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของผู้ผลิตน้ำตาล มาเชื่อมต่อเข้ากับผู้ผลิตเอทานอล จะช่วยเรื่องลอจิสติกส์ได้มาก อุตสาหกรรมอ้อย จะสามารถบิดผันไปเป็นอุตสาหกรรมเอทานอลได้
- ในเมื่อตลาดเรามีในเอเชียอยู่แล้ว และเราใช้เอทานอลเป็นรายแรกในภูมิภาค โอกาสในการชิงความได้เปรียบในการส่งออกเอทานอลในอนาคตก็มี

ดร.วิจิตร ศรียรรยงวัฒน์ นายกมูลนิธิสถาบันพืชพลังงานทดแทน กล่าวว่า E85 เป็นทางเลือกที่ดี ผู้มีส่วนที่จะช่วยผลักดันสำคัญก็คือ รัฐบาล ต้องสร้างให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ทั้งนี้ การผลักดัน E85 จะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อโรงกลั่นน้ำมัน ปีละ 20 ล้านลิตรที่เคยกลั่น ต้องลดกำลังลงถึง 17 ล้านลิตร การวางโรดแมพต้องชัดเจน ผู้ประกอบการน้ำมันก็ต้องการจัดการขนส่ง และการเบลนเอทานอลเข้าไปกับน้ำมัน มีการควบคุมไม่ให้เอาเอทานอลที่จะใช้ในการผลิตพลังงานไปใช้ในการผลิตสุราอย่างไม่ถูกต้อง (รั่วไหล)

ขณะเดียวกัน การมี E85 จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทน อยากให้รัฐบาลออกมาตรการอะไรออกมา ก็ควรเป็นไปตามกลไกจริงๆ ของตลาด ในทางปฏิบัติจริง ๆ เราทำได้อยู่แล้ว บริษัทน้ำมันอย่างปตท. ก็พร้อม แต่รัฐต้องกำหนดให้ชัดเจน กระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องช่วยกันดู เช่น กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องกำหนดราคาที่เหมาะสม เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่สำคัญ รัฐบาลจะกำหนดอย่างไร ก็ควรให้เป็นอย่างนั้นชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะลำบากกับหลายฝ่าย

นายมนูญ ศิริวรรณ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และผู้ดำเนินรายการ เสริมในประเด็น E20 ว่า หากมี E85 เข้ามา ประเด็นเรื่องเครื่องยนต์ยังไม่เป็นปัญหามากนัก สถานีบริการน่าจะเป็นข้อจำกัดมากกว่า เพราะปั๊มต้องเปลี่ยนถังใหม่เลย

แต่ในอนาคต แต่ละปั๊มคงจะจำหน่ายครบทุกผลิตภัณฑ์ทุกที่ไม่ได้ ก็ต้องเลือกเอา ให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในย่านนั้น แปรตามลักษณะของลูกค้าในภูมิภาค ไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนถังถ้าไม่จำหน่าย E85 ทั้งนี้ขึ้นกับการขยายตัวของ E85 ด้วยว่าไปได้เร็วแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่า คงไม่เร็วนักเหมือน E20 ตอนนี้ที่ค่อยๆ ขยายไป

อีกทางเลือกหนึ่ง คือการผสมเอทานอล 5% แล้วบังคับเป็นกฎหมายให้เป็นเบนซินหลักเหมือนดีเซล B5 ก็ได้ อาจจะช่วยได้

เรื่อง E100 ในมุมของยานยนต์ชอบที่จะพัฒนามาเป็น E85 เพราะห่วงเรื่องการสตาร์ท เนื่องจากต้องอาศัยเชื้อเบนซินอยู่หน่อย ถ้าจะใช้ E100 ก็ทำได้ แต่ต้องมีรายละเอียด และอาจจะมีค่ายรถยนต์บางค่ายที่ยังไม่พร้อม แต่ E85 จะค่อนข้างพร้อมทุกเจ้า ทั้งนี้ทั้งนั้น การเริ่มทำ E85 ทุกคนมีจุดที่เจ็บตัวเหมือนกันทั้งนั้น โรงกลั่นต้องกลั่นน้อยลง แต่ในแง่เทรดเดอร์เขาใช้เงินซื้อเอทานอลน้อยลง เพราะถูกกว่าน้ำมันดิบ แต่เรื่องการผลิตหรืออะไรก็ต้องดูกันไป

สรุปคือ E85 อาจจะเป็นทางเลือกไปก่อนในช่วงแรกๆ แต่ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปเรื่อยๆ E85 ก็คงเป็นทางรอดของพวกเราทุกคน